ฉาย “3 ภาพ” เศรษฐกิจไทย ดีไม่ดี…รู้อยู่แก่ใจ?

เศรษฐกิจไทยปี 2565 เป็นอย่างไร? ลองไปสำรวจดูใน 3 ภาพ “ใหญ่ – กลาง – เล็ก” แล้วจะถึงบางอ้อ! แต่ที่แน่ๆ “ล้วงเงินในกระเป๋าตัวเอง” ก็คงพอมีคำตอบกันบ้างแล้ว

เศรษฐกิจไทยในปี 2565 เป็นอย่างไร?หลายสำนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ สำนักสถานศึกษา และสำนักสื่อมวลชน หลากหลายแขนง ต่างวิเคราะห์ ส่องและฉายภาพให้เห็นกันบ้างแล้ว

เชียร์ “รัฐบาลลุง” แค่ไหน? ก็มิอาจ “สวนกระแส” อย่างเก่งก็แค่…พูดให้ “รัฐบาลลุง” ดู “ติดลบ” น้อยที่สุด!

สำหรับ สำนักข่าว THAI EDITOR เราไม่ได้เห็นต่างจากกระแสหลัก แค่อยากให้ข้อมูลอีกด้าน…ในระดับภาพใหญ่ลงเล็ก เพื่อให้ผู้อ่านได้คิด วิเคราะห์ และแยกแยะเองว่า…

เศรษฐกิจไทยในปี 2565 นี้…เป็นอย่างไร?

หลักคิดง่ายๆ ที่ใครก็หลอกเราไม่ได้ นั่นคือ…ล้วงเงินในกระเป๋าของตัวเอง สำรวจดู…มันยังมีเหลืออยู่เยอะหรือเปล่า?

เยอะคือดี…น้อยคือไม่ดี

เยอะหรือน้อย…จะนำไปสู่กำลังซื้อกับทุกสรรพสินค้า ทั้งในกลุ่มสินค้าที่จำเป็นจะต้องหาเก็บไว้ รวมถึงสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย

ยามนี้…ถามใคร คำตอบคงคล้ายกัน กล่าวคือ…ส่วนมากจะลดการซื้อสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือยลง

สะท้อนภาพตามมา…เงินในกระเป๋าเหลือน้อยลง ที่มี…จำเป็นจะต้องหาซื้อในกลุ่มสินค้าจำเป็น กลุ่มไม่จำเป็นหรือยังไม่จำเป็น…คงต้องชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปก่อน

หันสำรวจที่ภาพใหญ่…เศรษฐกิจในระดับมหภาค กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่ “รัฐบาลลุง” เริ่มใช้กันมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564

ผ่านมา 1 ไตรมาสเศษ รายได้รัฐบาล…ยังคงหลุดเป้าเหมือนเมื่อ 8 ไตรมาส หรือ 2 ปีก่อนหน้านี้

ปกติ…ต่อให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีเข้าเป้า เฉลี่ยที่ปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท นั่นก็ยังจะขาดทุน เพราะ “รัฐบาลลุง” จัดทำงบประมาณขาดดุลมาตลอด 7 ปี

ปี 2565 ก็จัดทำงบประมาณฯขาดดุลไว้ราว 7 แสนล้านบาท อันเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ทุกครั้งของการตั้งงบขาดดุลฯ นั่นก็หมายความว่า…รัฐบาลจะต้องกู้เงินมาชดเชย และปีก่อนๆ หน้านี้ก็เช่นกัน รัฐบาลก็ต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณแผ่นดินมาตลอด

ยิ่งในยามที่โลกและประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคร้ายไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่องกันหลายระลอก กินเวลายาวนานกว่า 2 ปี ยิ่งทำให้เหตุผลและความจำเป็นกับข้ออ้างขอกู้เงินเพิ่ม ดูหนักแน่นขึ้น!

ทั้งการกู้เงินในภาวะปกติ เพื่อการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ที่ส่วนใหญ่รัฐบาลจะต้องค้ำประกันเงินกู้ให้ เมื่อรวมกับเงินกู้ที่นำไปโปะงบประมาณขาดดุล และเงินกู้เพื่อสู้กับไวรัสโควิด-19

ในช่วงของ “รัฐบาลลุง” ถลุงเงินกู้รวมๆ กันไปแล้ว เกินระดับ 8 หลัก หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท เพียงแต่ที่ยอดรวมในส่วนของ “หนี้เงินกู้รัฐบาล” หรือที่รู้จักในชื่อ “หนี้สาธารณะ” เหลืออยู่เพียง 8 ล้านล้านบาทเศษ นั้น เพราะระหว่างปี…มีการคืนหนี้เงินต้น และจ่ายเป็นดอกเบี้ยบางส่วน

กระนั้น ยอด “หนี้สาธารณะ” ข้างต้น…รัฐบาลมีภาระจ่ายดอกเบี้ย ทุกๆ 1% ที่ 80,000 ล้านบาทเศษ และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของกู้ของรัฐบาล ก็มีมากกว่า 1% ด้วยสิ!

ศักยภาพในการกู้เงินของรัฐบาล พุ่งถึงขีดสุดในระดับทะลุเกินเพดานเงินกู้ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่ตีกรอบให้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี แต่ตอนนี้…รัฐบาลเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ทะลุได้ถึง 70% ของจีดีพีแล้ว

หมายความว่า…โอกาสที่ “รัฐบาลลุง” จะก่อหนี้เพิ่มจากเดิมที่มีกว่า 8 ล้านล้านบาท ก็มีสูง และ “หัวหน้ารัฐบาล” ก็ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้วว่า…เตรียมจะก่อหนี้เพิ่ม

สอดรับกับสิ่งที่ นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักนโยบายหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เคยออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่า…การกู้เงินของรัฐบาล จะเน้นกู้ภายในประเทศเป็นหลัก แต่หากเงินกู้ในประเทศ ถึงทางตัน! หมายถึง…มีความต้องการสูง

รัฐบาลคงหันไปกู้เงินจากต่างประเทศแทน เพราะไม่ต้องการจะสร้าง “ดีมานด์” เงินกู้ในประเทศ แข่งกับภาคเอกชน ด้วยเกรงอัตราดอกเบี้ยในประเทศมันจะสูงขึ้นกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ แกนหลักสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น…นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน รวมถึง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง จะพูดในทำนองคล้ายๆ กัน

“ถึงรัฐบาลจะมีภาระเงินกู้ที่สูง แต่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็มีสูงเช่นกัน”

พูดเอามัน…ฟังความข้างเดียว! ก็คงพอฟังได้ แต่ข้อเท็จจริง…เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ไม่ว่าของไทย หรือของชาติใดในโลก ต่างไม่ได้มีไว้เพื่อการนำไปชำระหนี้เงินกู้ให้กับรัฐบาลชุดไหน ที่ก่อภาระหนี้ให้กับประเทศ

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย คือ หลักประกันความมั่นคงด้านฐานะการเงินของประเทศ ที่พึงมีต่อนักลงทุนต่างประเทศในไทย และการทำการค้าระหว่างประเทศ

ล่าสุด ทีมโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เพิ่งแถลงตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2564 โดยมี สูงถึง 243 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเป็นเงินบาทก็ราวๆ 8 ล้านล้านบาท

น้อยกว่า “หนี้สาธารณะ” ที่เพิ่มพูนในยุค “รัฐบาลลุง” ด้วยซ้ำ!

ถึงตรงนี้…เศรษฐกิจภาพใหญ่ ก็เป็นเช่นที่ สำนักข่าว THAI EDITOR ฉายให้ดู นั่นแหละ

หันมาสำรวจดู…เศรษฐกิจภาพกลาง นั่นคือ ภาพของธุรกิจและการลงทุนของภาคเอกชน นาทีนี้…คงมีเพียงไม่กี่สิบตระกูล ที่สามารถจะผลักดันให้ธุรกิจในเครือข่ายให้เติบโตแบบไม่หยุดยั้งได้ในยุคโควิด-19

แม้กำลังซื้อของคนไทยส่วนใหญ่จะลดและเหลือน้อยลง แต่เครือข่ายธุรกิจของตระกูลใหญ่ๆ ที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับคนในรัฐบาลปัจจุบัน กลับอู้ฟู่! บางธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยซ้ำไป

สิ่งที่ สื่อระดับโลก อย่าง… Forbes Thailand สำรวจเอาไว้เมื่อปลายปีก่อน น่าจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

เหลือจาก 50-100 ตระกูลใหญ่ข้างต้นแล้ว คงเป็นตระกูลนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และคนมีสี รวมถึงพวกมาเฟีย เท่านั้น ที่สามารถจะสร้างโอกาสได้ในห้วงวิกฤต

นอกนั้น…ใกล้ตาย หรือตายในทางธุรกิจไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น…กลุ่ม SMEs ทั่วประเทศกว่า 3 ล้านราย หรือร้านค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดย่อม ที่ทุกวันนี้..ต่างอยู่ในสถานะเดียวกัน นั่นคือ “เจ๊ง!” และ “จนลง”

ภาพเล็ก…คนไทยส่วนใหญ่ ในฐานะ “คนหาเช้ากินค่ำ” จนถึงพวกที่มีเงินเดือนประจำ (ยกเว้น! กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานบริษัท/องค์กรขนาดใหญ่) รวมถึง เกษตรกร ทั้งหมดล้วนเป็น “ผู้บริโภค” ที่เข้าข่ายพิการ ทั้งโอกาสและการเงิน

ต่างตกอยู่ในฐานะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” รายได้ลดลง แต่สารพัดรายจ่ายกลับดาหน้าเพิ่มขึ้น แบบนันสต๊อป!

พวกที่มีงานทำ…ก็ขาดความแน่นอน! เพราะไม่รู้จะถูก “ให้ออก” เมื่อไหร่? เรื่องการเพิ่มเงินเดือนหรือโบนัส ลืมไปได้เลย แค่ไม่ถูกหัก…ถูกลดเงินเดือน และมีงานให้ทำ ก็ดีถมเถไปแล้ว

รายได้ลดลง…กำลังซื้อก็ลดลง แต่ภาระรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็น…ค่าน้ำมัน อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น ฯลฯ ต่างพาเหรดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

สะท้อนภาพอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่พุ่งทะยานเกินกว่า 3% ไปแล้ว

ขณะที่ ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับ 0.5% แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (ย้ำ! ขั้นต่ำ) กลับพุ่งสูงกว่า เกือบ 10 เท่า ที่ระดับ 4-5%

แล้วอย่างนี้…คนไทยในปี 2565 และปีต่อๆ ไป จะอยู่กันได้อย่างไร???

ถามว่า…คนไทยพุ่งเฟ้อ และไม่รู้จักวิถีพอเพียงกระนั้นหรือ? ก็ไม่ใช่! นาทีนี้…ต่อให้อยากจะพอเพียงอย่างไร ก็คงทำไม่ได้ เพราะปัจจัยในการดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็น…ราคาค่าอาหาร ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน สารพัด แม้กระทั่ง ยารักษาโรค ต่างก็มีราคาแพง…

ไม่จ่ายเพื่อซื้อหาก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีในการดำรงชีวิต…

บรรทัดทิ้งท้าย…ที่ สำนักข่าว THAI EDITOR หยิบยกมาเพียงบางส่วนที่สำคัญ ฉายให้ดู…ก็เพื่อให้ “ผู้อ่าน” ได้คิดตามและคิดต่อ เองว่า…เศรษฐกิจไทยในปี 2565 ดีไม่ดีอย่างไร?

ลองสะท้อนภาพกันออกมาบ้าง!!!.