รัฐเดินหน้าช่วยคนจนผ่าน 3 โครงการเก่าหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลเดินเครื่องรอบใหม่กับ 3 โครงการรัฐ “บัตรสวัสดิการ –  กลุ่มคนพิเศษ – คนละครึ่งเฟส 4” ดูแลกันไป 3 เดือน ก.พ.-เม.ย.65 เผย! คนเก่าราว 28 ล้านคน หากลงทะเบี่ยนยืนยันร่วมโครงการไม่ทัน ตัดสิทธิ์ทันที! พร้อมเปิดคนใหม่เข้าร่วมอีก 1 ล้านคน ด้าน รมว.คลัง หวังเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันจีดีพีปีนี้โต 0.21%

หลังจาก คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 รับทราบและอนุมัติตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้  (คณะกรรมการฯ) ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2565 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565

ล่าสุด บ่ายวันเดียวกัน   นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงข่าว โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบโครงการ ดังต่อไปนี้ (1) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 (2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2 และ (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เสนอ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้แก่กลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน และผู้ต้องการความช่วยเหลือตลอดจนเพื่อรักษาแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2565 ผ่านการเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าสูงขึ้น โดยประชาชนแต่ละคนจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ ดังมีรายละเอียด ดังนี้

1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 จำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2565 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใดจะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป) รวมทั้งสิ้น 600 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 8,071 ล้านบาท ให้แก่ผู้มีบัตรฯ จำนวนไม่เกิน 13.45 ล้านคน โดยจะใช้ฐานข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2565

2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2 ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 จำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2565 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใดจะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป) รวมทั้งสิ้น 600 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 1,352 ล้านบาท ให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือตามโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้) ผู้ที่ลงทะเบียนด้วยตนเองไม่สำเร็จเนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับสิทธิตามโครงการเราชนะ กลุ่ม 4 จำนวนไม่เกิน 2.25 ล้านคน

3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 สนับสนุนวงเงินค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการนวดสปา ทำผม ทำเล็บ และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้นสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และสินค้าหรือบริการ ที่กระทรวงการคลังกำหนด จากภาครัฐในอัตราร้อยละ 50 ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,200 บาท ต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – วันที่ 30 เมษายน 2565 ให้กับประชาชนผู้ได้รับสิทธิที่เข้าร่วมโครงการจำนวนไม่เกิน 29 ล้านคน ซึ่งการร่วมจ่ายคนละครึ่งนี้จะเป็นการช่วยเติมกำลังซื้อให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ

ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทะเบียนและการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 มีรายละเอียดและระยะเวลาดำเนินโครงการในเบื้องต้น ดังนี้

3.1 การลงทะเบียนและการใช้จ่าย

3.1.1 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (คนเดิม) จำนวน 27.98 ล้านคน จะต้องยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป โดยจะต้องเริ่มใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 22.59 น. หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ โดยสิทธิที่เหลืออาจจะนำมาพิจารณาเปิดให้ลงทะเบียนอีกครั้ง ซึ่งหากยังประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องลงทะเบียนเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปในข้อ 3.1.2 ทั้งนี้ หากยืนยันสิทธิและใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ครั้งแรกในระยะที่กำหนดสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2565 

3.1.2 สำหรับประชาชนทั่วไปที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 จนกว่าจะครบจำนวนประมาณ 1 ล้านสิทธิ โดยสามารถใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2565 ซึ่งช่องทางการลงทะเบียนแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้ 

1) กรณีเป็นประชาชนที่เคยได้รับสิทธิมาตรการ/โครงการอื่นของรัฐที่มีการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com 

2) กรณีประชาชนที่ไม่มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”  สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์  www.คนละครึ่ง.com

3.2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ประชาชนที่มีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 25 มกราคม 2565 หรือไม่เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2  ทั้งนี้ ก่อนการใช้สิทธิครั้งแรก ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 จะต้องยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนที่สาขาหรือตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ) ยกเว้นผู้ที่เคยยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนกับธนาคารกรุงไทยฯ หรือผู้ที่มีแอปพลิเคชัน “Krungthai NEXT” ซึ่งผ่านการยืนยันตัวตนกับธนาคารกรุงไทยฯ แล้ว

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป เวลา 06.00 – 22.00 น. จนกว่ากระทรวงการคลังจะประกาศปิดรับสมัครผ่าน  www.คนละครึ่ง.com โดยผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมมาตรการ/ โครงการอื่นของรัฐที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” แล้ว ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ส่วนผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการ/โครงการอื่นสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือสาขาหรือจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทยฯ

“การดำเนินการทั้ง 3 โครงการ จะช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ จากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2565 จำนวน 79,023 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ GDP ทั้งปี 2565 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 ต่อปี จากกรณีฐาน อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งรักษาระดับและทิศทางของการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงสถานการณ์ COVID-19” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สรุป.

ธ.ก.ส. เติมเงินกู้ 3 หมื่นล. หนุนเลี้ยงหมู-เพิ่มผลผลิตอาหารสัตว์

“อาคม” เผย! รัฐบาลพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาราคาหมูแพง สั่งงดค่าธรรมเนียมและภาษี หนุนเพาะเลี้ยงเพิ่ม พ่วงห้ามส่งออกหมูตัวเป็นๆ หวังลดต้นทุนและราคาขาย ขณะที่  ธ.ก.ส. ผุด 3 สินเชื่อพิเศษอัตราดอกเบี้ยต่ำ “สานฝันสร้างอาชีพ – Food Safety – เสริมแกร่ง SME เกษตร”  วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท หนุนเกษตรกรเลี้ยงครบวงจร  

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลังและประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อันเนื่องมาจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกรทำให้จำนวนสุกรออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ ๆ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง เป็นต้น มีราคาแพงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเนื่องมายังผู้บริโภค ในการนี้ รัฐบาลได้เร่งออกนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการงดส่งออกสุกรมีชีวิต  การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม/ภาษี รวมทั้งการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้า เพื่อช่วยเหลือด้านราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงการจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อการฟื้นฟูการผลิตสุกรเป็นการจำเพาะ ผ่านระบบ ธ.ก.ส. เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระบบการเลี้ยงสุกรที่ส่งผลดีทั้งต่อเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค

ด้าน นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรราว 190,000 ราย กว่า 90% เป็นรายย่อย ซึ่งผลิตสุกรในระบบประมาณ 30% โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 59, 205 ราย ขณะที่ผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่มีประมาณ 3% แต่ผลิตสุกรประมาณ 70% โดยสุกรที่ขุนได้เฉลี่ยปีละ 22 ล้านตัว ซึ่งกว่า 90% ใช้บริโภคภายในประเทศ จากผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ไทยจะควบคุมโรคได้ดี แต่ก็ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายไปราว 30-40% เหลือเพียงประมาณ 18 ล้านตัวเศษ และ คาดว่าปี 2565 จะผลิตได้เพียง 13-15 ล้านตัว  เมื่อประกอบกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีผู้เลี้ยงรายใหม่ลดลง เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ในส่วนของ ธ.ก.ส. ได้จัดเตรียมสินเชื่อพิเศษสำหรับเป็นทุนในการสนับสนุนการเลี้ยงสุกร การเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตรที่จำเป็นต่อการผลิตอาหารสัตว์ และการวางระบบการเลี้ยงที่เป็นมาตรฐานเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณสุกรให้ออกสู่ตลาดได้มากขึ้น วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สำหรับเกษตรกรรายย่อยและบุคคลในครัวเรือนที่ประสงค์จะกู้เงิน เพื่อไปลงทุนเลี้ยงสุกรหรืออื่น ๆ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ วงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย กรณีกู้เป็นค่าใช้จ่ายคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน (พิเศษไม่เกิน 18 เดือน) นับแต่วันกู้ กรณีเป็นค่าลงทุนปีที่ 1-3 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่ 4 – 5 อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5 ต่อปี) กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี โดยปลอดชำระต้นเงิน 2 ปีแรก

2) สินเชื่อ Food Safety เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือเพื่อเป็นค่าลงทุนในการส่งเสริมการประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยกรณีเกษตรกร MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ ร้อยละ 6.5 ต่อปี) กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือองค์กร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ดอกเบี้ย MLR (ปัจจุบัน MLR เท่ากับ ร้อยละ 4.875 ต่อปี)  พิเศษสำหรับผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯ หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน กรณีเกษตรกร ดอกเบี้ย MRR-1 กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคลต่าง ๆ ดอกเบี้ย MLR-0.5 ระยะเวลาชำระคืน กรณีค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ไม่เกิน 12 เดือน (กรณีพิเศษ ไม่เกิน 18 เดือนนับแต่วันกู้) กรณีค่าลงทุน ไม่เกิน 15 ปี

3) สินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หรือรักษาสิ่งแวดล้อม กำหนด  วงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 – 2 ร้อยละ 4 ต่อปี และปีที่ 3 – 10 อัตราดอกเบี้ย MRR-1 / MLR / MOR ตามประเภทของลูกค้า (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5 ต่อปี / MLR เท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี และ MOR เท่ากับร้อยละ 6.25 ต่อปี) กรณีที่ผู้ประกอบการสามารถนำ Platform มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ หรือมีการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์หรืออาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่มีมาตรฐานรับรองหรือรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรต้นน้ำหรือกลุ่มวิสาหกิจที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของต้นทุนวัตถุดิบ หรือเป็นธุรกิจที่นำหลักโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ  องค์รวม (BCG Model) อย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 – 4 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4  ต่อปี เพิ่มอีก 2 ปี ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดสินเชื่อได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Call Center 02 555 0555.

8 แนวทางแก้หนี้ครัวเรือน “รัฐ-คลัง” สั่งเดินเครื่องด่วน!

ครม.สั่ง ก.คลังเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้าน “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” จี้แบงก์รัฐและหน่วยงานในสังกัดรับลูก  พร้อมขับเคลื่อน 8 แนวทาง เผย! นอกจากกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และ SMEs ยังพ่วง ขรก.ครูและตำรวจไว้อีก

ตามที่ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งจัดตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย (คณะกรรมการฯ) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขสถานการณ์หนี้ครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ และประธานกรรมการฯ ได้เสนอรายงานสรุปผลการดำเนินการของคณะกรรมการฯ ต่อนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการเพิ่มเติมให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการในทุกมิติ และเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ นั้น 

ล่าสุด นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า จากที่นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน จึงได้สั่งการและมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนเป็นพันธกิจหลักและเร่งดำเนินการในประเด็นต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป ดังนี้

1. การแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) นั้น กยศ. ได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้แล้วในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงรูปแบบการจ่ายชำระคืน การปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ให้กับผู้ที่มีปัญหา เป็นต้น เพื่อให้ลูกหนี้มีภาระที่ลดลง ทั้งนี้ ได้กำชับให้ กยศ. เร่งติดตามการแก้ไขพระราชบัญญัติเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว พร้อมทั้ง กยศ. ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องทั้งช่องทางออนไลน์ผ่าน Application “กยศ. Connect” และเว็บไซต์ www.studentloan.or.th รวมทั้งช่องทางออฟไลน์

2. การกำหนดให้การไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างหนี้เป็นวาระของประเทศ กระทรวงการคลังได้เห็นชอบใน หลักการของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่อง แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) อย่างยั่งยืน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป และได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แจ้งไปยังผู้แทนกระทรวงการคลังในทุก SFIs เพื่อให้เร่งกำหนดวิธีปฏิบัติและแนวนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยและปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันในเดือนมกราคม 2565 และได้กำชับให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ติดตามการดำเนินการของ SFIs เพื่อช่วยเหลือลดภาระให้กับลูกหนี้ตามประกาศดังกล่าว

3. การแก้ไขปัญหาหนี้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ นั้น ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณาร่วมกับ ธปท. กำหนดแนวทางกำกับดูแลสินเชื่อและธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงสินเชื่อ เพื่อให้มีการกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เหมาะสมต่อไป

4. การแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการ โดยเฉพาะ ข้าราชการครูและข้าราชการตำรวจ ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ข้าราชการครูอย่างจริงจัง และร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ครูผ่านการใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ

5. การปรับลดและทบทวนโครงสร้างและเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการออกมาตรการคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ นั้น ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ใช้ SFIs เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงดอกเบี้ยในตลาดและดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของ SFIs ที่ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราที่เหมาะสม

6. การแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ได้มีนโยบายให้ ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้เข้าร่วมกับโครงการคลินิกแก้หนี้ของ ธปท. เพื่อสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันให้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่มีดอกเบี้ยต่ำลง นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ร่วมกับ ธปท. SFIs  และธนาคารพาณิชย์ ดำเนินโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางปรับธุรกิจและมาตรการต่างๆ ให้กับลูกหนี้เป็นรายกรณี อีกทั้ง ยังได้มอบหมายให้ SFIs ทุกแห่งพิจารณาแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้ของแต่ละ SFIs อีกด้วย

7. การแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อยและ SMEs ได้มอบหมายให้ สศค. และ ธปท. พิจารณาแนวทางการดูแลลูกหนี้ SMEs ที่ได้สินเชื่อ Softloan ระยะแรกและจะครบกำหนดชำระ 2 ปี โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการดูแลดังกล่าวได้ก่อนที่สินเชื่อ Softloan จะครบกำหนดในช่วงเดือนเมษายน 2565

8. การปรับปรุงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมเพื่อเอื้อให้เกิดการแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยกระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในการเร่งรัดการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูกิจการของ SMEs ให้แล้วเสร็จ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือและลดภาระให้กับลูกหนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะสั้นได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินจัดทำโครงการ สร้างงานสร้างอาชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบกับปัญหาการขาดรายได้จากการตกงาน ถูกเลิกจ้าง หรือลดเงินเดือน ให้เข้าโครงการอบรมเสริมความรู้ และได้รับสินเชื่อนำไปประกอบอาชีพเพื่อเพิ่มช่องทางในการหารายได้และลดภาระหนี้สิน นอกจากนี้ ในระยะยาวกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำแผนการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนอย่างครบถ้วนและทั่วถึง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างยั่งยืนและจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนฯ ดังกล่าวต่อไป.

ฉาย “3 ภาพ” เศรษฐกิจไทย ดีไม่ดี…รู้อยู่แก่ใจ?

เศรษฐกิจไทยปี 2565 เป็นอย่างไร? ลองไปสำรวจดูใน 3 ภาพ “ใหญ่ – กลาง – เล็ก” แล้วจะถึงบางอ้อ! แต่ที่แน่ๆ “ล้วงเงินในกระเป๋าตัวเอง” ก็คงพอมีคำตอบกันบ้างแล้ว

เศรษฐกิจไทยในปี 2565 เป็นอย่างไร?หลายสำนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ สำนักสถานศึกษา และสำนักสื่อมวลชน หลากหลายแขนง ต่างวิเคราะห์ ส่องและฉายภาพให้เห็นกันบ้างแล้ว

เชียร์ “รัฐบาลลุง” แค่ไหน? ก็มิอาจ “สวนกระแส” อย่างเก่งก็แค่…พูดให้ “รัฐบาลลุง” ดู “ติดลบ” น้อยที่สุด!

สำหรับ สำนักข่าว THAI EDITOR เราไม่ได้เห็นต่างจากกระแสหลัก แค่อยากให้ข้อมูลอีกด้าน…ในระดับภาพใหญ่ลงเล็ก เพื่อให้ผู้อ่านได้คิด วิเคราะห์ และแยกแยะเองว่า…

เศรษฐกิจไทยในปี 2565 นี้…เป็นอย่างไร?

หลักคิดง่ายๆ ที่ใครก็หลอกเราไม่ได้ นั่นคือ…ล้วงเงินในกระเป๋าของตัวเอง สำรวจดู…มันยังมีเหลืออยู่เยอะหรือเปล่า?

เยอะคือดี…น้อยคือไม่ดี

เยอะหรือน้อย…จะนำไปสู่กำลังซื้อกับทุกสรรพสินค้า ทั้งในกลุ่มสินค้าที่จำเป็นจะต้องหาเก็บไว้ รวมถึงสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย

ยามนี้…ถามใคร คำตอบคงคล้ายกัน กล่าวคือ…ส่วนมากจะลดการซื้อสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือยลง

สะท้อนภาพตามมา…เงินในกระเป๋าเหลือน้อยลง ที่มี…จำเป็นจะต้องหาซื้อในกลุ่มสินค้าจำเป็น กลุ่มไม่จำเป็นหรือยังไม่จำเป็น…คงต้องชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปก่อน

หันสำรวจที่ภาพใหญ่…เศรษฐกิจในระดับมหภาค กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่ “รัฐบาลลุง” เริ่มใช้กันมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564

ผ่านมา 1 ไตรมาสเศษ รายได้รัฐบาล…ยังคงหลุดเป้าเหมือนเมื่อ 8 ไตรมาส หรือ 2 ปีก่อนหน้านี้

ปกติ…ต่อให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีเข้าเป้า เฉลี่ยที่ปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท นั่นก็ยังจะขาดทุน เพราะ “รัฐบาลลุง” จัดทำงบประมาณขาดดุลมาตลอด 7 ปี

ปี 2565 ก็จัดทำงบประมาณฯขาดดุลไว้ราว 7 แสนล้านบาท อันเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ทุกครั้งของการตั้งงบขาดดุลฯ นั่นก็หมายความว่า…รัฐบาลจะต้องกู้เงินมาชดเชย และปีก่อนๆ หน้านี้ก็เช่นกัน รัฐบาลก็ต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณแผ่นดินมาตลอด

ยิ่งในยามที่โลกและประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคร้ายไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่องกันหลายระลอก กินเวลายาวนานกว่า 2 ปี ยิ่งทำให้เหตุผลและความจำเป็นกับข้ออ้างขอกู้เงินเพิ่ม ดูหนักแน่นขึ้น!

ทั้งการกู้เงินในภาวะปกติ เพื่อการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ที่ส่วนใหญ่รัฐบาลจะต้องค้ำประกันเงินกู้ให้ เมื่อรวมกับเงินกู้ที่นำไปโปะงบประมาณขาดดุล และเงินกู้เพื่อสู้กับไวรัสโควิด-19

ในช่วงของ “รัฐบาลลุง” ถลุงเงินกู้รวมๆ กันไปแล้ว เกินระดับ 8 หลัก หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท เพียงแต่ที่ยอดรวมในส่วนของ “หนี้เงินกู้รัฐบาล” หรือที่รู้จักในชื่อ “หนี้สาธารณะ” เหลืออยู่เพียง 8 ล้านล้านบาทเศษ นั้น เพราะระหว่างปี…มีการคืนหนี้เงินต้น และจ่ายเป็นดอกเบี้ยบางส่วน

กระนั้น ยอด “หนี้สาธารณะ” ข้างต้น…รัฐบาลมีภาระจ่ายดอกเบี้ย ทุกๆ 1% ที่ 80,000 ล้านบาทเศษ และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของกู้ของรัฐบาล ก็มีมากกว่า 1% ด้วยสิ!

ศักยภาพในการกู้เงินของรัฐบาล พุ่งถึงขีดสุดในระดับทะลุเกินเพดานเงินกู้ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่ตีกรอบให้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี แต่ตอนนี้…รัฐบาลเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ทะลุได้ถึง 70% ของจีดีพีแล้ว

หมายความว่า…โอกาสที่ “รัฐบาลลุง” จะก่อหนี้เพิ่มจากเดิมที่มีกว่า 8 ล้านล้านบาท ก็มีสูง และ “หัวหน้ารัฐบาล” ก็ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้วว่า…เตรียมจะก่อหนี้เพิ่ม

สอดรับกับสิ่งที่ นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักนโยบายหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เคยออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่า…การกู้เงินของรัฐบาล จะเน้นกู้ภายในประเทศเป็นหลัก แต่หากเงินกู้ในประเทศ ถึงทางตัน! หมายถึง…มีความต้องการสูง

รัฐบาลคงหันไปกู้เงินจากต่างประเทศแทน เพราะไม่ต้องการจะสร้าง “ดีมานด์” เงินกู้ในประเทศ แข่งกับภาคเอกชน ด้วยเกรงอัตราดอกเบี้ยในประเทศมันจะสูงขึ้นกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ แกนหลักสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น…นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน รวมถึง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง จะพูดในทำนองคล้ายๆ กัน

“ถึงรัฐบาลจะมีภาระเงินกู้ที่สูง แต่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็มีสูงเช่นกัน”

พูดเอามัน…ฟังความข้างเดียว! ก็คงพอฟังได้ แต่ข้อเท็จจริง…เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ไม่ว่าของไทย หรือของชาติใดในโลก ต่างไม่ได้มีไว้เพื่อการนำไปชำระหนี้เงินกู้ให้กับรัฐบาลชุดไหน ที่ก่อภาระหนี้ให้กับประเทศ

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย คือ หลักประกันความมั่นคงด้านฐานะการเงินของประเทศ ที่พึงมีต่อนักลงทุนต่างประเทศในไทย และการทำการค้าระหว่างประเทศ

ล่าสุด ทีมโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เพิ่งแถลงตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2564 โดยมี สูงถึง 243 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเป็นเงินบาทก็ราวๆ 8 ล้านล้านบาท

น้อยกว่า “หนี้สาธารณะ” ที่เพิ่มพูนในยุค “รัฐบาลลุง” ด้วยซ้ำ!

ถึงตรงนี้…เศรษฐกิจภาพใหญ่ ก็เป็นเช่นที่ สำนักข่าว THAI EDITOR ฉายให้ดู นั่นแหละ

หันมาสำรวจดู…เศรษฐกิจภาพกลาง นั่นคือ ภาพของธุรกิจและการลงทุนของภาคเอกชน นาทีนี้…คงมีเพียงไม่กี่สิบตระกูล ที่สามารถจะผลักดันให้ธุรกิจในเครือข่ายให้เติบโตแบบไม่หยุดยั้งได้ในยุคโควิด-19

แม้กำลังซื้อของคนไทยส่วนใหญ่จะลดและเหลือน้อยลง แต่เครือข่ายธุรกิจของตระกูลใหญ่ๆ ที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับคนในรัฐบาลปัจจุบัน กลับอู้ฟู่! บางธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยซ้ำไป

สิ่งที่ สื่อระดับโลก อย่าง… Forbes Thailand สำรวจเอาไว้เมื่อปลายปีก่อน น่าจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

เหลือจาก 50-100 ตระกูลใหญ่ข้างต้นแล้ว คงเป็นตระกูลนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และคนมีสี รวมถึงพวกมาเฟีย เท่านั้น ที่สามารถจะสร้างโอกาสได้ในห้วงวิกฤต

นอกนั้น…ใกล้ตาย หรือตายในทางธุรกิจไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น…กลุ่ม SMEs ทั่วประเทศกว่า 3 ล้านราย หรือร้านค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดย่อม ที่ทุกวันนี้..ต่างอยู่ในสถานะเดียวกัน นั่นคือ “เจ๊ง!” และ “จนลง”

ภาพเล็ก…คนไทยส่วนใหญ่ ในฐานะ “คนหาเช้ากินค่ำ” จนถึงพวกที่มีเงินเดือนประจำ (ยกเว้น! กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานบริษัท/องค์กรขนาดใหญ่) รวมถึง เกษตรกร ทั้งหมดล้วนเป็น “ผู้บริโภค” ที่เข้าข่ายพิการ ทั้งโอกาสและการเงิน

ต่างตกอยู่ในฐานะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” รายได้ลดลง แต่สารพัดรายจ่ายกลับดาหน้าเพิ่มขึ้น แบบนันสต๊อป!

พวกที่มีงานทำ…ก็ขาดความแน่นอน! เพราะไม่รู้จะถูก “ให้ออก” เมื่อไหร่? เรื่องการเพิ่มเงินเดือนหรือโบนัส ลืมไปได้เลย แค่ไม่ถูกหัก…ถูกลดเงินเดือน และมีงานให้ทำ ก็ดีถมเถไปแล้ว

รายได้ลดลง…กำลังซื้อก็ลดลง แต่ภาระรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็น…ค่าน้ำมัน อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น ฯลฯ ต่างพาเหรดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

สะท้อนภาพอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่พุ่งทะยานเกินกว่า 3% ไปแล้ว

ขณะที่ ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับ 0.5% แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (ย้ำ! ขั้นต่ำ) กลับพุ่งสูงกว่า เกือบ 10 เท่า ที่ระดับ 4-5%

แล้วอย่างนี้…คนไทยในปี 2565 และปีต่อๆ ไป จะอยู่กันได้อย่างไร???

ถามว่า…คนไทยพุ่งเฟ้อ และไม่รู้จักวิถีพอเพียงกระนั้นหรือ? ก็ไม่ใช่! นาทีนี้…ต่อให้อยากจะพอเพียงอย่างไร ก็คงทำไม่ได้ เพราะปัจจัยในการดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็น…ราคาค่าอาหาร ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน สารพัด แม้กระทั่ง ยารักษาโรค ต่างก็มีราคาแพง…

ไม่จ่ายเพื่อซื้อหาก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีในการดำรงชีวิต…

บรรทัดทิ้งท้าย…ที่ สำนักข่าว THAI EDITOR หยิบยกมาเพียงบางส่วนที่สำคัญ ฉายให้ดู…ก็เพื่อให้ “ผู้อ่าน” ได้คิดตามและคิดต่อ เองว่า…เศรษฐกิจไทยในปี 2565 ดีไม่ดีอย่างไร?

ลองสะท้อนภาพกันออกมาบ้าง!!!.

ผอ.ออมสินขึ้นแท่น Banker of the year 2021

“วิทัย รัตนากร” ผอ.แบงก์ออมสิน รับรางวัลเกียรติยศ Banker of the year 2021 ของนิตยสารดอกเบี้ย จากมือ รมว.คลัง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบรางวัลเกียรติยศ นักการธนาคารแห่งปี 2564″   หรือ Banker of the year 2021 ให้กับ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในโอกาสที่ เครือนิตยสารดอกเบี้ยและหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจประกาศยกย่อง นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนที่ 17 ให้ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ จากคณะกรรมการตัดสินรางวัลว่า เป็นผู้บริหารสูงสุดของสถาบันการเงินที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด

จากบทบาทการเป็น ผู้นำการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเข้าไปสู่ภาคเศรษฐกิจฐานรากและประชาชนทั่วไปที่ประสบปัญหาการทำธุรกิจและการดำรงชีพจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) และจากภัยธรรมชาติ โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือมากกว่า 36 โครงการ คิดเป็นจำนวนเงินช่วยเหลือกว่า 2 แสนล้านบาท และมีประชาชนได้รับความช่วยเหลือกว่า 11 ล้านราย

 ด้วยการดำเนินงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์การเป็น ธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank)” ที่มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ปัญหาความยากจน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก ประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยมี นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ ประธานเครือหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ พร้อมผู้บริหารธนาคารออมสิน ร่วมแสดงความยินดี

ณ CentralwOrld เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564.