ธ.ก.ส.โอนประกันรายได้สวนยาง พ่วงค่าบริหารฯข้าวรอบใหม่ รวมกว่าพันล.

ธ.ก.ส.โอนเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 3 รอบ 1-2 เพิ่มเติม และรอบที่ 3 พร้อมโอนเงินให้ชาวนาผ่านการสนับสนุนค่าบริหารจัดการข้าว วงเงินรวมกว่า 1 พันล้านบาท

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 มกราคม 2564 ธ.ก.ส.ได้โอนเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 3 เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง สำหรับรอบที่ 1-2 เพิ่มเติม และรอบที่ 3 แก่เกษตรกรจำนวน 484,609 ราย เป็นเงิน 568 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และมติที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อ วันที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่ได้อนุมัติวงเงินงบประมาณและมอบหมายให้ ธ.ก.ส.ดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนจากการประกันรายได้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางตกต่ำ อันเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยธรรมชาติ และช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพ

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการประกันรายได้ตามการผลิตแต่ละประเภท ได้แก่ ยางพาราแผ่นดิบคุณภาพดี ประกันราคา 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ประกันราคา 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ประกันราคา 23 บาท/กิโลกรัม เป้าหมายเกษตรกร 1.88 ล้านราย พื้นที่สวนยางกว่า 19.16 ล้านไร่ วงเงินงบประมาณ 9,783.61 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ธ.ก.ส.ยังได้โอนเงินตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 ครั้งที่ 3 แก่เกษตรกร 62,374 ราย เป็นเงิน 490 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงเป็นการจูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาข้าวให้มีคุณภาพดี เพื่อที่จะมีโอกาสขายข้าวในราคาที่สูงและมีรายได้รายได้มากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลสนับสนุนเงินให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2454/2565 รอบที่ 1 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาทต่อครัวเรือน เป้าหมายเกษตรกรจำนวน 4.69 ล้านครัวเรือน วงเงินงบประมาณจำนวน 53,871.84 ล้านบาท

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชม. และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official : BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ.

ธ.ก.ส. โอนประกันรายได้รอบใหม่ให้ชาวนา 2.5 หมื่นครัวเรือน

ธ.ก.ส. โอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 งวดที่ 1-12 (เพิ่มเติม) และงวดที่ 13 ให้เกษตรกรอีกกว่า 25,000 ครัวเรือน วงเงิน 275 ล้านบาท เผยยอดการโอนเงินรวมแล้วกว่า 85,000 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 4.58 ล้านครัวเรือน

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565 ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินประกันรายได้เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงในงวดที่ 1-12 (เพิ่มเติม) พร้อมงวดที่ 13 อีกจำนวน 275 ล้านบาท จำนวนเกษตรกร 25,132 ครัวเรือน โดยเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และมติที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่เห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 นั้น ส่งผลให้ภาพรวมการโอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 ไปแล้วจำนวน 85,388.26 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับประโยชน์แล้ว 4,582,172 ครัวเรือน

โครงการดังกล่าวเป็นการประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน  ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ได้รับผลตอบแทนจากการผลิตที่เหมาะสม เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน และช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และอุทกภัย โดยที่กลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติ

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official : BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ.

5.8 หมื่นครอบครัวชาวนารับเงินโอนล็อตใหม่จาก ธ.ก.ส.

ชาวนาไทยได้เฮ! เหตุเกือบ 5.8 หมื่นครังเรือนรับโอนเงินกว่า 700 ล้านบาทในโครงการประกันรายได้ ปี 64/65 งวดที่ 1-11 (เพิ่มเติม) และงวดที่ 12 จาก ธ.ก.ส. เผย! ยอดโอนรวมไปแล้วกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท มีเกษตรกรกว่า 4.56 ล้านครัวเรือนรับประโยชน์เต็มๆ

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และมติที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 นั้น ซึ่งในวันนี้ (6 มกราคม 2565) ธ.ก.ส. ได้ดำเนินกา โอนเงินประกันรายได้ในงวดที่ 1-11 (เพิ่มเติม) พร้อมงวดที่ 12 อีกจำนวน 731 ล้านบาท จำนวนเกษตรกร 57,965 ครัวเรือน ส่งผลให้ภาพรวมการโอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 ไปแล้วจำนวน 85,113.24 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับประโยชน์แล้ว 4,564,768 ครัวเรือน

โดย การประกันรายได้ดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ได้รับผลตอบแทนจากการผลิตที่เหมาะสม เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน และช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และอุทกภัย โดยที่กลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติ โดยประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน  ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี  ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน  

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ.

ธ.ก.ส. เติมเงินกู้ 3 หมื่นล. หนุนเลี้ยงหมู-เพิ่มผลผลิตอาหารสัตว์

“อาคม” เผย! รัฐบาลพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาราคาหมูแพง สั่งงดค่าธรรมเนียมและภาษี หนุนเพาะเลี้ยงเพิ่ม พ่วงห้ามส่งออกหมูตัวเป็นๆ หวังลดต้นทุนและราคาขาย ขณะที่  ธ.ก.ส. ผุด 3 สินเชื่อพิเศษอัตราดอกเบี้ยต่ำ “สานฝันสร้างอาชีพ – Food Safety – เสริมแกร่ง SME เกษตร”  วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท หนุนเกษตรกรเลี้ยงครบวงจร  

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลังและประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อันเนื่องมาจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกรทำให้จำนวนสุกรออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ ๆ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง เป็นต้น มีราคาแพงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเนื่องมายังผู้บริโภค ในการนี้ รัฐบาลได้เร่งออกนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการงดส่งออกสุกรมีชีวิต  การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม/ภาษี รวมทั้งการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้า เพื่อช่วยเหลือด้านราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงการจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อการฟื้นฟูการผลิตสุกรเป็นการจำเพาะ ผ่านระบบ ธ.ก.ส. เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระบบการเลี้ยงสุกรที่ส่งผลดีทั้งต่อเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค

ด้าน นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรราว 190,000 ราย กว่า 90% เป็นรายย่อย ซึ่งผลิตสุกรในระบบประมาณ 30% โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 59, 205 ราย ขณะที่ผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่มีประมาณ 3% แต่ผลิตสุกรประมาณ 70% โดยสุกรที่ขุนได้เฉลี่ยปีละ 22 ล้านตัว ซึ่งกว่า 90% ใช้บริโภคภายในประเทศ จากผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ไทยจะควบคุมโรคได้ดี แต่ก็ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายไปราว 30-40% เหลือเพียงประมาณ 18 ล้านตัวเศษ และ คาดว่าปี 2565 จะผลิตได้เพียง 13-15 ล้านตัว  เมื่อประกอบกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีผู้เลี้ยงรายใหม่ลดลง เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ในส่วนของ ธ.ก.ส. ได้จัดเตรียมสินเชื่อพิเศษสำหรับเป็นทุนในการสนับสนุนการเลี้ยงสุกร การเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตรที่จำเป็นต่อการผลิตอาหารสัตว์ และการวางระบบการเลี้ยงที่เป็นมาตรฐานเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณสุกรให้ออกสู่ตลาดได้มากขึ้น วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สำหรับเกษตรกรรายย่อยและบุคคลในครัวเรือนที่ประสงค์จะกู้เงิน เพื่อไปลงทุนเลี้ยงสุกรหรืออื่น ๆ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ วงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย กรณีกู้เป็นค่าใช้จ่ายคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน (พิเศษไม่เกิน 18 เดือน) นับแต่วันกู้ กรณีเป็นค่าลงทุนปีที่ 1-3 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่ 4 – 5 อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5 ต่อปี) กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี โดยปลอดชำระต้นเงิน 2 ปีแรก

2) สินเชื่อ Food Safety เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือเพื่อเป็นค่าลงทุนในการส่งเสริมการประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยกรณีเกษตรกร MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ ร้อยละ 6.5 ต่อปี) กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือองค์กร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ดอกเบี้ย MLR (ปัจจุบัน MLR เท่ากับ ร้อยละ 4.875 ต่อปี)  พิเศษสำหรับผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯ หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน กรณีเกษตรกร ดอกเบี้ย MRR-1 กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคลต่าง ๆ ดอกเบี้ย MLR-0.5 ระยะเวลาชำระคืน กรณีค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ไม่เกิน 12 เดือน (กรณีพิเศษ ไม่เกิน 18 เดือนนับแต่วันกู้) กรณีค่าลงทุน ไม่เกิน 15 ปี

3) สินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หรือรักษาสิ่งแวดล้อม กำหนด  วงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 – 2 ร้อยละ 4 ต่อปี และปีที่ 3 – 10 อัตราดอกเบี้ย MRR-1 / MLR / MOR ตามประเภทของลูกค้า (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5 ต่อปี / MLR เท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี และ MOR เท่ากับร้อยละ 6.25 ต่อปี) กรณีที่ผู้ประกอบการสามารถนำ Platform มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ หรือมีการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์หรืออาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่มีมาตรฐานรับรองหรือรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรต้นน้ำหรือกลุ่มวิสาหกิจที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของต้นทุนวัตถุดิบ หรือเป็นธุรกิจที่นำหลักโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ  องค์รวม (BCG Model) อย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 – 4 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4  ต่อปี เพิ่มอีก 2 ปี ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดสินเชื่อได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Call Center 02 555 0555.

ธ.ก.ส. จัดงานตลาดนัด “เทคโนฯ-นวัตกรรม” ต่อยอดการเกษตรไทย

ธ.ก.ส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงาน “ตลาดนัดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร ” เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้ยกระดับให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME เกษตร สู่ความเป็นมืออาชีพ โชว์นวัตกรรมการเกษตรที่โดดเด่นกว่า 50 ผลงาน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เลือกนำมาปรับใช้กับการดำเนินกิจการหรือประกอบอาชีพ หนุนจับคู่นวัตกรรมเพื่อนำมาต่อยอดกับธุรกิจเกษตร

นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยภายหลังเป็น ประธานเปิดกิจกรรมตลาดนัดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (Investor Day) Smart Matching for Better Together เพื่อส่งเสริมการนำงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้ยกระดับสู่การเป็นเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME เกษตรมืออาชีพ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ณ โถงชั้น 2 ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ ว่า ธ.ก.ส. มุ่งพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเกษตรแบบบูรณาการ โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่า

ทั้งนี้ จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ สสว. สวทช. depa NIA สสก. NECTEC สท. บริษัท คิว บ็อคซ์ พอยท์ จำกัด  และ บริษัท อินฟิวส์ จำกัด จัดทำโครงการตลาดนัดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (Investor Day) เพื่อสนับสนุนการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้งานของส่วนงานภาคีเครือข่ายขยายไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่สนใจ ได้แก่ เกษตรกร Smart Farmer / Young Smart Farmer ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร New Gen / Startup และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ในการยกระดับธุรกิจได้ อันเป็นการยกระดับเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ สู่เกษตรกรมืออาชีพ (Smart Farmer) และพัฒนา ต่อยอด ยกระดับเป็นผู้ประกอบการ SME เกษตร ภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามโมเดล BCG Economy ด้วยการเชื่อมโยงกับเครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรไทย (Smart Matching for Better Together)

โดยกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการภาคเกษตร ได้พบเจ้าของผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โดยดําเนินการจัดงานทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ มุ่งหวังให้เกิดการจับคู่และนํานวัตกรรมไปขยายผลเพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ อีกทั้งมีการออกบูธนิทรรศการร่วมกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์รัฐบาล BCG Model 2) ผลงานนวัตกรรมพร้อมใช้จากเครือข่ายร่วมงานกว่า 50 ผลงาน 3) พิมพ์เขียวระบบเกษตรอัจฉริยะ “HandySense” ซึ่งเป็น Free Innovation 4) คูปองส่วนลดการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมจาก depa 5) สินเชื่อจาก ธ.ก.ส. อาทิ สินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน สินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร สินเชื่อ Green Credit และสินเชื่อปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

6) โครงการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการภาคเกษตรไทย (Venture Capital : VC) ได้แก่ บริษัท คิว บ็อคซ์ พอยท์ จำกัด  ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม “Farmbook” ในการวางแผนการผลิตและเก็บเกี่ยวให้สัมพันธ์กับความต้องการของตลาด ในลักษณะตลาดซื้อขายล่วงหน้าได้ และ บริษัท อินฟิวส์ จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน “มะลิซ้อน” ที่ช่วยอํานวยความสะดวกในการบันทึกแปลงที่ดินของเกษตรกรและ  แจ้งการขอชดเชยค่าสินไหมในโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตร และแพลตฟอร์ม “FarmFeed”  ซึ่งเป็นระบบวางแผนบริหารจัดการแปลงเกษตรอย่างครบวงจร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเชื่อมโยงกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาด้วยเซนเซอร์และข้อมูลสภาพแวดล้อม ช่วยให้สามารถวางแผนเพาะปลูกได้ง่ายยิ่งขึ้น 

และ 7) FTA โคนม โดยนํานวัตกรรมมาขับเคลื่อน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการผ่านระบบ Online  มีการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Facebook Live ไปยังเครือข่ายทุกจังหวัด เพื่อเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายร่วม Shopping เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ ตามความสนใจ พร้อมการสนับสนุนเงินทุนตลอดห่วงโซ่ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)

นอกจากนี้ ยังมี การเสวนาในหัวข้อ “ก้าวข้าม COVID-19 เกษตรกรปรับตัวอย่างไรในยุคเกษตรดิจิทัล” โดยผู้แทนจากเครือข่ายที่ร่วมโครงการและเกษตรกรที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดําเนินงาน และมีการมอบโล่รางวัล Top Smart New Gen จำนวน 20 ราย จากโครงการบ่มเพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs เกษตร ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่ง ธ.ก.ส. ดำเนินงานร่วมกับ สวทช. อีกด้วย.

ฉกกลับ! เงินหลวง ผลงาน (พลังประชา) รัฐ

ภาพการลงพื้นที่…อ้างผลงานตัวเอง ช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนไทยของบรรดารัฐมนตรี ต่างสังพรรคการเมือง คงจะมีให้เห็นถี่ขึ้น! จนถึงวาระสุดท้ายของรัฐบาล และการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หอบหิ้ว รมต.ในสังกัดพรรค พปชร. ลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ฉกเอาผลงานประกันรายได้เกษตรกร มาเป็นของตัวเงอ คือ บทพิสูจน์ของเรื่องนี้

ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาล อย่าง…พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ “หัวหน้าพรรคฯ” นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพาณิชย์ ที่ควงคู่ “เลขาธิการพรรคฯ” นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เก็บเกี่ยวผลงาน “ประกันรายได้” ให้กับเกษตรกร ไปเต็มๆ ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี

มารอบนี้…ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ จะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้…

ยิ่งในภาวะ “แพใกล้แตก!” ทั้งกับตัวของรัฐบาลเอง และภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่เจ้าตัวยังแก้ไม่ตกกับปัญหาที่มีอยู่กับแกนนำคนสำคัญ อย่าง…ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคฯ ยิ่งต้องเร่งรัดใช้ความเป็น “หัวหน้ารัฐบาล” ฉกเอาผลงาน “ประกันรายได้” กลับมาเป็นของตัวเองและของพรรคฯบ้าง

เพราะเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทที่คนจากพรรคประชาธิปัตย์ มักอ้างเป็นผลงานของตัวเองนั้น แท้จริงแล้วก็คือ…เงินของรัฐบาล ผ่านท่อต่อสำคัญอย่าง…ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในโควต้าของพรรคพลังประชารัฐเช่นเดียวกัน ไปสู่มือเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาทั่วประเทศ

ภาพการลงพื้นที่ของทั้ง พลเอกประยุทธ์ และรัฐมนตรีในสังกัดของพรรคฯ จึงมีให้เห็นบ่อยครั้งในช่วงหลัง

ล่าสุด พลเอกประยุทธ์ หนีบเอา พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการมหาดไทย, นายอาคม และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเจ้าบ้าน อย่าง…นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม จาก พรรคชาติไทยพัฒนา คอยให้การต้อนรับ เมื่อช่วงสายของวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ณ ตลาดกลางสินค้าเกษตรสุพรรณบุรี ตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี  เพื่อเป็นสักขีพยานในโอกาสที่นายอาคม มอบเงินตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และมาตรการคู่ขนานปีการผลิต 2564 – 2565

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ภายในงานนี้ รัฐบาลจะได้มอบเงินในโครการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านผู้แทนเกษตรกร จำนวน 7 คน พร้อมกดปุ่มโอนเงิน รวมถึงการดำเนินมาตรการคู่ขนานปีการผลิต 2564/2565 ทั่วประเทศ ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

สำหรับการโอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และมาตรการคู่ขนาน ปีการผลิต 2564/65 ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ได้มีการโอนเงินให้เกษตรกรแล้วจำนวน 631,963 ราย เป็นเงิน 12,653.18 ล้านบาท โดยในวันที่ 9 – 13 ธันวาคม 2564 นี้ จะมีแผนการโอนเงินให้เกษตรกรอีก จำนวน 3.58 ล้านราย เป็นเงินจำนวน 64,823.51 ล้านบาท ในส่วนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจังหวัดสุพรรณบุรีได้รับเงินโอนโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 รอบที่ 1 จำนวน 38,717 ราย เป็นจำนวนเงิน 829,808,027.98 บาท

และมีเกษตรกรได้รับเงินโอนโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 จำนวน 59,674 ราย เป็นจำนวนเงิน 883,126,641.75 บาท

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อเดินทางมาจังหวัดสุพรรณบุรี คือ เพลงเลือดสุพรรณ ชอบเนื้อร้องช่วง “มาด้วยกันไปด้วยกัน” สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและมาตรการคู่ขนานครั้งนี้ ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ ส่วนตัวมีความห่วงใยเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติและรู้ดีถึงความยากลำบากในการได้ผลผลิตมาแต่ละครั้ง

พร้อมกับย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในด้านภาคการเกษตรเป็นภาคการผลิตที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเจริญเติบโตมาโดยตลอด ยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีวิธีการผลิตที่เหมาะสม มีรายได้ที่ดีขึ้น สร้างรอยยิ้ม สร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น รัฐบาลพยายามที่จะลดต้นทุนการผลิต ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นรวมถึงขาดแคลนแรงงานโดยใช้เทคโนโลยีดัดแปลงให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิต นำมาทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน 

ด้าน นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ตามที่ ธ.ก.ส. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจ่ายเงินตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 ตามกรอบการอนุมัติวงเงินงบประมาณเพิ่มเติมจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564  และคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564  จำนวน 74,569 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.69 ล้านครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ได้รับผลตอบแทนจากการผลิตที่เหมาะสม เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน และช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และอุทกภัย โดยที่กลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติ โดยประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน  ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรงตามข้อมูลที่ได้รับจากกรมส่งเสริมการเกษตร และผ่านการประชุมของคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงฯ งวดที่ 3 – 7 ในช่วงระหว่างวันที่ 9 – 13 ธันวาคม 2564 รวมทั้งสิ้น 3.58 ล้านครัวเรือน เป็นเงินจำนวนกว่า 64,000 ล้านบาท สำหรับในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีการโอนเงินให้เกษตรกร จำนวน 51,203 ครัวเรือน วงเงิน 1,064 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ

นายธนารัตน์ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการยกระดับราคาข้าวเปลือก ธ.ก.ส. ยังได้ดำเนินมาตรการคู่ขนานผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2564/65 เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าว ไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากและราคาตกต่ำ วงเงินสินเชื่อรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยกับเกษตรกร เป็นระยะเวลา 5 เดือน ตั้งเป้าดูดซับปริมาณข้าวเปลือก 2 ล้านตัน ประกอบด้วย ชนิดข้าวเปลือกหอมมะลิในเขต 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด และภาคเหนือ 3 จังหวัด (เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา) ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต 23 จังหวัด ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 และข้าวเปลือกเหนียว

คุณสมบัติข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นข้าวเปลือกที่มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 สิ่งเจือปนไม่เกินร้อยละ 2 และสีได้ต้นข้าวไม่ต่ำกว่า 20 กรัม โดยในส่วนข้าวหอมมะลิจะมีเมล็ดข้าวแดงได้ไม่เกินร้อยละ 0.5 (ไม่เกิน 22 เมล็ดใน 100 กรัม) กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อตัน ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิในเขต 23 จังหวัด 11,000 บาท/ตัน  ข้าวหอมมะลินอกเขต 23 จังหวัด 9,500 บาท/ตัน  ข้าวเจ้า 5,400 บาท/ตัน  ข้าวหอมปทุมธานี 1 7,300 บาท/ตัน และข้าวเหนียว 8,600 บาท/ตัน โดยเกษตรกร กู้ได้รายละไม่เกิน 300,000 บาท สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งละไม่เกิน 300 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรแห่งละไม่เกิน 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนแห่งละไม่เกิน 5 ล้านบาท กรณีชำระคืนภายใน 5 เดือน ไม่มีดอกเบี้ย (รัฐบาลรับภาระจ่ายแทน) นอกจากนี้รัฐบาลยังช่วยเหลือค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก 1,500 บาทต่อตัน กรณีเกษตรกรเก็บข้าวเอง ได้รับ 1,500 บาทต่อตัน กรณีเกษตรกรฝากข้าวกับสถาบันเกษตรกร เกษตรกรจะได้รับ 500 บาทต่อตัน และสถาบันฯจะได้รับ 1,000 บาทต่อตัน ระยะเวลาจัดทำสัญญาตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 กรณีภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2565

และสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2564/65 วงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท สำหรับสหกรณ์การเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชนที่ประกอบธุรกิจรวบรวมข้าวจากเกษตรกรสมาชิก เกษตรกรทั่วไป เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพ เช่น การลดความชื้น การแปรรูปผลผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม วงเงินกู้สำหรับสหกรณ์การเกษตร แห่งละไม่เกิน 300 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรแห่งละไม่เกิน 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนแห่งละไม่เกิน 5  ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ซึ่งคิดจากสถาบันฯ เพียงร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนที่เหลือรัฐบาลรับภาระแทน ระยะเวลาจ่ายสินเชื่อ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 กันยายน 2565

จากวันนี้ไป…เราคงได้เห็นการชิงไหวชิงพริบ! แย่งกันสร้างผลงาน สร้างชื่อในใจคนไทยของบรรดารัฐมนตรี ร่วมรัฐบาล แต่ต่างพรรค…กันมากขึ้น

และการลงพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ของ พลเอกประยุทธ์ อาจสะท้อนภาพถึงโอกาสในการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเร็ววันนี้ ก็เป็นได้!!!.