กรุงไทยชี้เทรนด์ Net Zero Emission อุปสรรคการค้าโลก เตือนธุรกิจเกษตร-อาหารรับมือด่วน!

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทยชี้ถึงเวลาที่ภาคธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยต้องใส่ใจเทรนด์ Net Zero Emission อย่างจริงจัง โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่ในมิติด้านการค้า ภายใต้แรงกดดันจากประเทศผู้นำเข้าสำคัญๆ ที่มีแนวโน้มออกกฎระเบียบทางการค้าใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกหากผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน โดยสินค้าเกษตรและอาหารของไทยกลุ่มแรกๆ ที่ต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ และอาหารสัตว์ คาดต้องลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2020-2050

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า COVID-19 กลายเป็นตัวเร่งที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ทั่วโลกต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นเรื่องความยั่งยืน (sustainability) โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจแบบยั่งยืน คือ การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ซึ่งจะทำให้ภาคเกษตรและอาหารซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของก๊าซเรือนกระจกต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) อย่างเลี่ยงไม่ได้

สำหรับประเทศไทยแล้ว หากเราต้องการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม ภาคเกษตรและอาหารเป็นสาขาแรกๆ ที่ต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองรองจากภาคพลังงาน อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ประกอบการเกษตรและอาหารของไทยกลับยังไม่พร้อมรับมือเทรนด์นี้ สะท้อนจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีจำนวนค่อนข้างน้อย อีกทั้งผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs ถึง 94% ซึ่งอาจทำให้มีข้อจำกัดในการปรับตัวดร.พชรพจน์ กล่าว

ด้าน นายอภินันทร์ สู่ประเสริฐ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ในระยะข้างหน้ามาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ จะเพิ่มความเข้มข้น ทั้งมาตรการที่ส่งผลเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเกษตรและอาหารโดยตรง เช่น นโยบายฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (Farm to Fork) การบังคับใช้ฉลากรักษ์โลกในอุตสาหกรรมอาหาร (Eco-labeling) และมาตรการที่มีโอกาสจะขยายวงมาสู่ธุรกิจเกษตรและอาหาร เช่น มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Tax) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคทางการค้าต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ และอาหารสัตว์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเมื่อเทียบกับภาพรวมสินค้าเกษตรด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก คิดเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปยังทั้งสองตลาดรวมกันสูงถึง 7 หมื่นล้านบาทต่อปี

ส่วน นางสาวพิมฉัตร เอกฉันท์ นักวิเคราะห์ กล่าวเสริมว่า ไทยยังจำเป็นต้องเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจเกษตรและอาหารอีกอย่างน้อย 7 แสนล้านบาทในช่วงปี 2020-2050 หรือเฉลี่ยปีละ 2.3 หมื่นล้านบาท ได้แก่ การเพิ่มการลงทุนในธุรกิจอาหารที่ทำจากพืช (Plant-based food) การลงทุนในระบบการจัดการปศุสัตว์ รวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อช่วยลดทอนผลกระทบจากความเสียหายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจสูงถึง 8.4 หมื่นล้านบาทต่อปี อีกทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายใต้กฎเกณฑ์ทางการค้าใหม่ๆ

ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักใน Ecosystem ของภาคเกษตรและอาหารไทยจะต้องตื่นรับกระแส Net Zero Emission ที่จะไม่ใช่เป็นเพียง ทางเลือกแต่จะเป็นเหมือน ทางรอดในยุคที่ BCG Economy กำลังมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจและสังคมโลกมากขึ้นทุกขณะ.

‘กรุงไทย’ อิง ’Alibaba- Tencent’ จ่อขาย DR พลิกโฉมลงทุนหุ้น ตปท.

“กรุงไทย” เตรียมเสนอขายตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR อ้างอิงหุ้นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก “Alibaba” และ “Tencent” ครั้งแรกของไทยในปีนี้ 2 หลัง ก.ล.ต.ไฟเขียวนับหนึ่งไฟลิ่ง เปิดโอกาสนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงหุ้นบริษัทชั้นนำระดับโลกได้ง่าย ลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 DR เตรียมเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อ IPO เผย! ถือเป็นการยกระดับการลงทุนหุ้นต่างประเทศ

นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  ธนาคารฯเตรียมออกและเสนอขายตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Depositary Receipt (DR) อ้างหุ้นสามัญต่างประเทศ เป็นครั้งแรกในประเทศ  โดยอ้างอิงหุ้นสามัญของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก อย่างอาลีบาบา (Alibaba) และเท็นเซ็น (Tencent)  เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทย โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย สามารถลงทุนหุ้นต่างประเทศชั้นนำได้อย่างสะดวก รวดเร็ว  ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเหมือนหุ้นทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ 

การออกและเสนอขาย DR ครั้งนี้ นับเป็นการยกระดับการลงทุน  และลดข้อจำกัดการลงทุนหุ้นต่างประเทศของนักลงทุนไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงการลงทุน  เพราะการลงทุนหุ้นต่างประเทศปัจจุบันมีความยุ่งยาก ซับซ้อน  ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ มีการกำหนดขั้นต่ำในการลงทุน และมีค่าธรรมเนียมซื้อขายสูง แต่ DR สามารถลงทุนผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีอยู่ได้ทันที ลงทุนขั้นต่ำเพียง  1 DR  และซื้อขายเป็นเงินบาท ตัดปัญหาเรื่องการแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราต่างประเทศ ทำให้การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป  โดยธนาคารในฐานะผู้ออก DR จะทำหน้าที่ซื้อหลักทรัพย์ต่างประเทศแล้วนำมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  พร้อมจะทำหน้าที่ติดตามข่าวสารอัพเดตให้กับนักลงทุน เมื่อหุ้นอ้างอิงต่างประเทศจ่ายเงินปันผล ธนาคารจะส่งผ่านเงินปันผลหลังหักค่าใช้จ่ายให้กับผู้ถือ DR” นายรวินทร์ ย้ำ

ทั้งนี้ ธนาคารฯประเมินว่า หุ้น Alibaba และ Tencent มีความน่าสนใจ เพราะเป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วโลก มีสภาพคล่องสูง โดยเฉลี่ยมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงสุดติด 5 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงมาโดยตลอด อีกทั้งในปี 2564 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ราคาหุ้นตลาดฮ่องกงได้ปรับฐานลงมาอยู่ในจุดที่ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะราคาที่ปรับลงสะท้อนข่าวร้าย (Price-in) ไปค่อนข้างมากแล้ว  

ปัจจุบันธนาคารฯได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( ก.ล.ต.) ให้เป็นผู้ออก DR  เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการยื่นไฟลิ่งที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม คาดว่า จะมีการเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไป (IPO ) ภายในต้นปี 2565

นอกเหนือจาก DR ที่อ้างอิงหุ้น Alibaba และหุ้น Tencent แล้ว ธนาคารยังมีแผนที่จะออก DR อ้างอิงหุ้นและ ETF ชั้นนำในตลาดอื่นๆ อีก เพื่อช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกในการลงทุนรอบโลกที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น.

แสนสิริจับมือกรุงไทยเปิดจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัลฯผ่านแอปฯเป๋าตัง เริ่ม 18 ม.ค.นี้

กลุ่มแสนสิริจับมือแบงก์กรุงไทย เปิดตัว “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เผย! เป็นอสังหาริมทรัพย์รายแรกในเอเชียที่เลือกช่องทางระดมเงินนี้ที่สร้างความเท่าเทียมของคนทุกระดับ แนะเงินแค่พันบาทก็ลงทุนได้ รับผลตอบแทน 3.10% ต่อปี แถมซื้อขายได้ในตลาดรองฯ ดีเดย์ เปิดจองพร้อมกัน 18  ม.ค.65

นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ กล่าวภายหลังความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง บมจ.แสนสิริ และ ธนาคารกรุงไทย ที่ประกาศจับมือกับ บมจ.แสนสิริ ในการเปิดตัว “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5 มกราคม 2565 ว่า แสนสิริ เป็นองค์กรที่ประกาศจุดยืนแกร่ง ในการให้ความสำคัญและสนับสนุน “ความเท่าเทียมในทุกมิติ” ทั้งในองค์กรสู่สังคม รวมถึงแนวคิดในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ภายใต้เจตนารมณ์และความมุ่งมั่น ในการเป็นแบรนด์ที่จับต้องง่าย และ “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้” ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะการพัฒนาโปรดักส์ เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้ในทุกระดับราคา แสนสิริยังมองถึงความสำคัญในด้านการลงทุนที่ต้องเท่าเทียมและเข้าถึงได้ พร้อมกับการมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ ตอบรับความต้องการของลูกค้า เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนและสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงการมีบ้านได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ในปี 2564 ที่ผ่านมา แสนสิริก้าวสู่ความเป็นผู้นำในการพลิกโฉมการลงทุน ในหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ทุกคนเข้าถึงได้และมีโอกาสซื้อเท่าเทียมกัน ครั้งแรกของเมืองไทย โดยประสบความสำเร็จใน “หุ้นกู้แสนสิริ i-EASY” เริ่มต้น 10,000 บาท ที่ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากการจองซื้อหมดในเวลาอันรวดเร็วในทั้ง 2 รอบในปีที่ผ่านมา

ในปี 2565 แสนสิริยังได้เดินหน้าต่อยอดวิสัยทัศน์ ความเท่าเทียมในทุกมิติ และไม่หยุดยั้งในการนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ พร้อมรุกต่อยอดการลงทุนให้เข้าถึงง่ายและเท่าเทียมสำหรับคนไทยทุกคน  ล่าสุด บริษัทฯได้จับมือกับ ธนาคารกรุงไทย เตรียมออก “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” เป็นรายแรกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเอเชีย ชูวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเป็น “หุ้นกู้ที่คนไทยทุกคนเข้าถึงได้” อีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นต่ำสุดเพียง 1,000 บาท ซื้อขายแบบ real-time 24 ชั่วโมง ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ เป๋าตัง

โดยเป็น หุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ดอกเบี้ยคงที่ 3.10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุนเพียง 2 ปี 6 เดือน รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ นอกจากนี้ หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ ยังมีสภาพคล่อง ด้วยการซื้อ/ขายหุ้นกู้ได้ทันทีในตลาดรอง หลังหุ้นกู้เข้าวอลเล็ตบนแอปเป๋าตังได้อีกด้วย โดย จะเปิดจองพร้อมกัน 8:30 น. ของวันที่  18 มกราคม 2565 นี้ ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

“ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เปิดตัวหุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ บนแอปฯ เป๋าตัง ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวความมุ่งมั่นของแสนสิริ ที่ให้ความสำคัญในด้านความเสมอภาค – เท่าเทียม และเข้าถึงได้ในทุกมิติของคนไทยทุกคน และเป็นการต่อยอดความสำเร็จของการลงทุนหุ้นกู้รูปแบบใหม่ ให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายอย่างทั่วถึง ด้วยวงเงินเริ่มต้นสำหรับการลงทุนในหุ้นกู้ที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผสานกับจุดแข็งของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย ที่มีการพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย จนกลายเป็นศูนย์รวมที่คนไทยเกือบทั้งประเทศรู้จักและใช้บริการมากกว่า 33 ล้านคน” นายเศรษฐา กล่าว

ทั้งนี้ แสนสิริประสบความสำเร็จจากการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินทั้งเพื่อระดมทุนและดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ตอบรับเทรนด์โลกการเงินดิจิทัลและตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนและกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องมาตลอดปี 2564 นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยสภาพคล่องที่มีในมือถึง 15,000 ล้านบาท สวนกระแสเศรษฐกิจ จากกลยุทธ์บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่ดี ในภาวะที่ต้องรับมือกับสถานการณ์โควิด ซึ่งบริษัทฯ ยังได้เตรียมต่อยอดพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน ทั้งการระดมทุนรูปแบบใหม่และนวัตกรรมทางการเงินที่จะดึงดูดนักลงทุนและสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์แสนสิริ ที่พร้อมเตรียมเปิดตัวในต้นปี 2565

บริษัทคาดว่า จะสามารถกำหนดมูลค่าเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริได้ในช่วงกลางเดือนมกราคมนี้ สำหรับการลงทุนในหุ้นดิจิทัลแสนสิริครั้งนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีของคนไทยในการออมที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก ด้วยผลตอบแทนคงที่กับอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ระดับ BBB+ โดยทริสเรทติ้ง

ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เสริมว่า ธนาคารฯมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรูปแบบใหม่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ให้ตอบโจทย์ลูกค้าและประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง บนช่องทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก และปลอดภัย พร้อมสนับสนุนให้คนไทยวางแผนการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) ให้เป็น Thailand Open Digital Platform เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่มใช้บริการได้ แม้ไม่มีบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย พร้อมเปิดกว้างร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพของ Platform ให้สามารถบริการครอบคลุมกิจกรรมในชีวิตของลูกค้าและประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งด้านบริการทางการเงิน สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงการออมและการลงทุน

สำหรับการเสนอขาย หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ครั้งนี้ จะทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้แสนสิริได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเสมอภาค ซื้อขายได้สะดวก รวดเร็ว แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ได้รับหุ้นกู้และได้รับเงินทันที พร้อมทั้งแสดงข้อมูลการถือครองหุ้นกู้ ราคาซื้อขาย ครบจบในที่เดียว ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

“ความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการปฎิวัติการลงทุนหุ้นกู้ภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นก้าวสำคัญในการขยายศักยภาพของแอปฯ เป๋าตัง ให้ตอบโจทย์เรื่องการออมและการลงทุนไปอีกขั้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้าและประชาชนอย่างยั่งยืนในอนาคต ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการนำนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนายกระดับตลาดทุนไทย นำเสนอบริการที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Scripless ไม่ต้องใช้เอกสาร ลดการเดินทางไปที่สาขา โดยทำรายการบนแอปฯ เป๋าตังได้ทันที ซึ่งเป็นช่องทางที่ประชาชนส่วนใหญ่คุ้นเคยมีผู้ใช้งานกว่า 33 ล้านคน  ช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการลงทุนได้ทั่วถึง ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีระบบที่โปร่งใส  ปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน  อีกทั้งยังเป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตราสารหนี้ของประเทศอีกด้วย” นายผยง กล่าว

สำหรับ ผู้ที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ สามารถลงทะเบียนวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเปิดจองซื้อพร้อมกันตั้งแต่เวลา 08.30 น. วันที่ 18 มกราคม 2565  จนกว่าจะมีผู้จองซื้อหุ้นกู้เต็มตามจำนวนที่เสนอขาย จองซื้อขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 1,000 บาทสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาขั้นตอนการลงทะเบียนจองซื้อหุ้นกู้ กรอกประวัติส่วนตัวและทำ Suitability Test ในแอปฯเป๋าตังและวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ได้ล่วงหน้าก่อนถึงวันซื้อจริง ผ่านwww.krungthai.com/th/krungthai-update/promotion-detail/916 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นกู้ได้จากร่างหนังสือชี้ชวนเพื่อการเสนอขายหุ้นกู้ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=377535 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. แสนสิริ 1685 หรือติดต่อ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111 หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขา.