ธ.ก.ส. เติมเงินกู้ 3 หมื่นล. หนุนเลี้ยงหมู-เพิ่มผลผลิตอาหารสัตว์

“อาคม” เผย! รัฐบาลพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาราคาหมูแพง สั่งงดค่าธรรมเนียมและภาษี หนุนเพาะเลี้ยงเพิ่ม พ่วงห้ามส่งออกหมูตัวเป็นๆ หวังลดต้นทุนและราคาขาย ขณะที่  ธ.ก.ส. ผุด 3 สินเชื่อพิเศษอัตราดอกเบี้ยต่ำ “สานฝันสร้างอาชีพ – Food Safety – เสริมแกร่ง SME เกษตร”  วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท หนุนเกษตรกรเลี้ยงครบวงจร  

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลังและประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อันเนื่องมาจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกรทำให้จำนวนสุกรออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ ๆ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง เป็นต้น มีราคาแพงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเนื่องมายังผู้บริโภค ในการนี้ รัฐบาลได้เร่งออกนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการงดส่งออกสุกรมีชีวิต  การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม/ภาษี รวมทั้งการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้า เพื่อช่วยเหลือด้านราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงการจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อการฟื้นฟูการผลิตสุกรเป็นการจำเพาะ ผ่านระบบ ธ.ก.ส. เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระบบการเลี้ยงสุกรที่ส่งผลดีทั้งต่อเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค

ด้าน นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรราว 190,000 ราย กว่า 90% เป็นรายย่อย ซึ่งผลิตสุกรในระบบประมาณ 30% โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 59, 205 ราย ขณะที่ผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่มีประมาณ 3% แต่ผลิตสุกรประมาณ 70% โดยสุกรที่ขุนได้เฉลี่ยปีละ 22 ล้านตัว ซึ่งกว่า 90% ใช้บริโภคภายในประเทศ จากผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ไทยจะควบคุมโรคได้ดี แต่ก็ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายไปราว 30-40% เหลือเพียงประมาณ 18 ล้านตัวเศษ และ คาดว่าปี 2565 จะผลิตได้เพียง 13-15 ล้านตัว  เมื่อประกอบกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีผู้เลี้ยงรายใหม่ลดลง เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ในส่วนของ ธ.ก.ส. ได้จัดเตรียมสินเชื่อพิเศษสำหรับเป็นทุนในการสนับสนุนการเลี้ยงสุกร การเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตรที่จำเป็นต่อการผลิตอาหารสัตว์ และการวางระบบการเลี้ยงที่เป็นมาตรฐานเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณสุกรให้ออกสู่ตลาดได้มากขึ้น วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สำหรับเกษตรกรรายย่อยและบุคคลในครัวเรือนที่ประสงค์จะกู้เงิน เพื่อไปลงทุนเลี้ยงสุกรหรืออื่น ๆ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ วงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย กรณีกู้เป็นค่าใช้จ่ายคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน (พิเศษไม่เกิน 18 เดือน) นับแต่วันกู้ กรณีเป็นค่าลงทุนปีที่ 1-3 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่ 4 – 5 อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5 ต่อปี) กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี โดยปลอดชำระต้นเงิน 2 ปีแรก

2) สินเชื่อ Food Safety เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือเพื่อเป็นค่าลงทุนในการส่งเสริมการประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยกรณีเกษตรกร MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ ร้อยละ 6.5 ต่อปี) กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือองค์กร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ดอกเบี้ย MLR (ปัจจุบัน MLR เท่ากับ ร้อยละ 4.875 ต่อปี)  พิเศษสำหรับผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯ หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน กรณีเกษตรกร ดอกเบี้ย MRR-1 กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคลต่าง ๆ ดอกเบี้ย MLR-0.5 ระยะเวลาชำระคืน กรณีค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ไม่เกิน 12 เดือน (กรณีพิเศษ ไม่เกิน 18 เดือนนับแต่วันกู้) กรณีค่าลงทุน ไม่เกิน 15 ปี

3) สินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หรือรักษาสิ่งแวดล้อม กำหนด  วงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 – 2 ร้อยละ 4 ต่อปี และปีที่ 3 – 10 อัตราดอกเบี้ย MRR-1 / MLR / MOR ตามประเภทของลูกค้า (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5 ต่อปี / MLR เท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี และ MOR เท่ากับร้อยละ 6.25 ต่อปี) กรณีที่ผู้ประกอบการสามารถนำ Platform มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ หรือมีการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์หรืออาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่มีมาตรฐานรับรองหรือรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรต้นน้ำหรือกลุ่มวิสาหกิจที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของต้นทุนวัตถุดิบ หรือเป็นธุรกิจที่นำหลักโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ  องค์รวม (BCG Model) อย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 – 4 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4  ต่อปี เพิ่มอีก 2 ปี ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดสินเชื่อได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Call Center 02 555 0555.

8 แนวทางแก้หนี้ครัวเรือน “รัฐ-คลัง” สั่งเดินเครื่องด่วน!

ครม.สั่ง ก.คลังเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้าน “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” จี้แบงก์รัฐและหน่วยงานในสังกัดรับลูก  พร้อมขับเคลื่อน 8 แนวทาง เผย! นอกจากกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และ SMEs ยังพ่วง ขรก.ครูและตำรวจไว้อีก

ตามที่ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งจัดตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย (คณะกรรมการฯ) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขสถานการณ์หนี้ครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ และประธานกรรมการฯ ได้เสนอรายงานสรุปผลการดำเนินการของคณะกรรมการฯ ต่อนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการเพิ่มเติมให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการในทุกมิติ และเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ นั้น 

ล่าสุด นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า จากที่นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน จึงได้สั่งการและมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนเป็นพันธกิจหลักและเร่งดำเนินการในประเด็นต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป ดังนี้

1. การแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) นั้น กยศ. ได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้แล้วในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงรูปแบบการจ่ายชำระคืน การปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ให้กับผู้ที่มีปัญหา เป็นต้น เพื่อให้ลูกหนี้มีภาระที่ลดลง ทั้งนี้ ได้กำชับให้ กยศ. เร่งติดตามการแก้ไขพระราชบัญญัติเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว พร้อมทั้ง กยศ. ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องทั้งช่องทางออนไลน์ผ่าน Application “กยศ. Connect” และเว็บไซต์ www.studentloan.or.th รวมทั้งช่องทางออฟไลน์

2. การกำหนดให้การไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างหนี้เป็นวาระของประเทศ กระทรวงการคลังได้เห็นชอบใน หลักการของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่อง แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) อย่างยั่งยืน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป และได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แจ้งไปยังผู้แทนกระทรวงการคลังในทุก SFIs เพื่อให้เร่งกำหนดวิธีปฏิบัติและแนวนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยและปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันในเดือนมกราคม 2565 และได้กำชับให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ติดตามการดำเนินการของ SFIs เพื่อช่วยเหลือลดภาระให้กับลูกหนี้ตามประกาศดังกล่าว

3. การแก้ไขปัญหาหนี้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ นั้น ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณาร่วมกับ ธปท. กำหนดแนวทางกำกับดูแลสินเชื่อและธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงสินเชื่อ เพื่อให้มีการกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เหมาะสมต่อไป

4. การแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการ โดยเฉพาะ ข้าราชการครูและข้าราชการตำรวจ ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ข้าราชการครูอย่างจริงจัง และร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ครูผ่านการใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ

5. การปรับลดและทบทวนโครงสร้างและเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการออกมาตรการคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ นั้น ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ใช้ SFIs เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงดอกเบี้ยในตลาดและดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของ SFIs ที่ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราที่เหมาะสม

6. การแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ได้มีนโยบายให้ ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้เข้าร่วมกับโครงการคลินิกแก้หนี้ของ ธปท. เพื่อสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันให้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่มีดอกเบี้ยต่ำลง นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ร่วมกับ ธปท. SFIs  และธนาคารพาณิชย์ ดำเนินโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางปรับธุรกิจและมาตรการต่างๆ ให้กับลูกหนี้เป็นรายกรณี อีกทั้ง ยังได้มอบหมายให้ SFIs ทุกแห่งพิจารณาแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้ของแต่ละ SFIs อีกด้วย

7. การแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อยและ SMEs ได้มอบหมายให้ สศค. และ ธปท. พิจารณาแนวทางการดูแลลูกหนี้ SMEs ที่ได้สินเชื่อ Softloan ระยะแรกและจะครบกำหนดชำระ 2 ปี โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการดูแลดังกล่าวได้ก่อนที่สินเชื่อ Softloan จะครบกำหนดในช่วงเดือนเมษายน 2565

8. การปรับปรุงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมเพื่อเอื้อให้เกิดการแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยกระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในการเร่งรัดการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูกิจการของ SMEs ให้แล้วเสร็จ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือและลดภาระให้กับลูกหนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะสั้นได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินจัดทำโครงการ สร้างงานสร้างอาชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบกับปัญหาการขาดรายได้จากการตกงาน ถูกเลิกจ้าง หรือลดเงินเดือน ให้เข้าโครงการอบรมเสริมความรู้ และได้รับสินเชื่อนำไปประกอบอาชีพเพื่อเพิ่มช่องทางในการหารายได้และลดภาระหนี้สิน นอกจากนี้ ในระยะยาวกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำแผนการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนอย่างครบถ้วนและทั่วถึง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างยั่งยืนและจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนฯ ดังกล่าวต่อไป.

ฉาย “3 ภาพ” เศรษฐกิจไทย ดีไม่ดี…รู้อยู่แก่ใจ?

เศรษฐกิจไทยปี 2565 เป็นอย่างไร? ลองไปสำรวจดูใน 3 ภาพ “ใหญ่ – กลาง – เล็ก” แล้วจะถึงบางอ้อ! แต่ที่แน่ๆ “ล้วงเงินในกระเป๋าตัวเอง” ก็คงพอมีคำตอบกันบ้างแล้ว

เศรษฐกิจไทยในปี 2565 เป็นอย่างไร?หลายสำนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ สำนักสถานศึกษา และสำนักสื่อมวลชน หลากหลายแขนง ต่างวิเคราะห์ ส่องและฉายภาพให้เห็นกันบ้างแล้ว

เชียร์ “รัฐบาลลุง” แค่ไหน? ก็มิอาจ “สวนกระแส” อย่างเก่งก็แค่…พูดให้ “รัฐบาลลุง” ดู “ติดลบ” น้อยที่สุด!

สำหรับ สำนักข่าว THAI EDITOR เราไม่ได้เห็นต่างจากกระแสหลัก แค่อยากให้ข้อมูลอีกด้าน…ในระดับภาพใหญ่ลงเล็ก เพื่อให้ผู้อ่านได้คิด วิเคราะห์ และแยกแยะเองว่า…

เศรษฐกิจไทยในปี 2565 นี้…เป็นอย่างไร?

หลักคิดง่ายๆ ที่ใครก็หลอกเราไม่ได้ นั่นคือ…ล้วงเงินในกระเป๋าของตัวเอง สำรวจดู…มันยังมีเหลืออยู่เยอะหรือเปล่า?

เยอะคือดี…น้อยคือไม่ดี

เยอะหรือน้อย…จะนำไปสู่กำลังซื้อกับทุกสรรพสินค้า ทั้งในกลุ่มสินค้าที่จำเป็นจะต้องหาเก็บไว้ รวมถึงสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย

ยามนี้…ถามใคร คำตอบคงคล้ายกัน กล่าวคือ…ส่วนมากจะลดการซื้อสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือยลง

สะท้อนภาพตามมา…เงินในกระเป๋าเหลือน้อยลง ที่มี…จำเป็นจะต้องหาซื้อในกลุ่มสินค้าจำเป็น กลุ่มไม่จำเป็นหรือยังไม่จำเป็น…คงต้องชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปก่อน

หันสำรวจที่ภาพใหญ่…เศรษฐกิจในระดับมหภาค กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่ “รัฐบาลลุง” เริ่มใช้กันมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564

ผ่านมา 1 ไตรมาสเศษ รายได้รัฐบาล…ยังคงหลุดเป้าเหมือนเมื่อ 8 ไตรมาส หรือ 2 ปีก่อนหน้านี้

ปกติ…ต่อให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีเข้าเป้า เฉลี่ยที่ปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท นั่นก็ยังจะขาดทุน เพราะ “รัฐบาลลุง” จัดทำงบประมาณขาดดุลมาตลอด 7 ปี

ปี 2565 ก็จัดทำงบประมาณฯขาดดุลไว้ราว 7 แสนล้านบาท อันเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ทุกครั้งของการตั้งงบขาดดุลฯ นั่นก็หมายความว่า…รัฐบาลจะต้องกู้เงินมาชดเชย และปีก่อนๆ หน้านี้ก็เช่นกัน รัฐบาลก็ต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณแผ่นดินมาตลอด

ยิ่งในยามที่โลกและประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคร้ายไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่องกันหลายระลอก กินเวลายาวนานกว่า 2 ปี ยิ่งทำให้เหตุผลและความจำเป็นกับข้ออ้างขอกู้เงินเพิ่ม ดูหนักแน่นขึ้น!

ทั้งการกู้เงินในภาวะปกติ เพื่อการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ที่ส่วนใหญ่รัฐบาลจะต้องค้ำประกันเงินกู้ให้ เมื่อรวมกับเงินกู้ที่นำไปโปะงบประมาณขาดดุล และเงินกู้เพื่อสู้กับไวรัสโควิด-19

ในช่วงของ “รัฐบาลลุง” ถลุงเงินกู้รวมๆ กันไปแล้ว เกินระดับ 8 หลัก หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท เพียงแต่ที่ยอดรวมในส่วนของ “หนี้เงินกู้รัฐบาล” หรือที่รู้จักในชื่อ “หนี้สาธารณะ” เหลืออยู่เพียง 8 ล้านล้านบาทเศษ นั้น เพราะระหว่างปี…มีการคืนหนี้เงินต้น และจ่ายเป็นดอกเบี้ยบางส่วน

กระนั้น ยอด “หนี้สาธารณะ” ข้างต้น…รัฐบาลมีภาระจ่ายดอกเบี้ย ทุกๆ 1% ที่ 80,000 ล้านบาทเศษ และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของกู้ของรัฐบาล ก็มีมากกว่า 1% ด้วยสิ!

ศักยภาพในการกู้เงินของรัฐบาล พุ่งถึงขีดสุดในระดับทะลุเกินเพดานเงินกู้ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่ตีกรอบให้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี แต่ตอนนี้…รัฐบาลเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ทะลุได้ถึง 70% ของจีดีพีแล้ว

หมายความว่า…โอกาสที่ “รัฐบาลลุง” จะก่อหนี้เพิ่มจากเดิมที่มีกว่า 8 ล้านล้านบาท ก็มีสูง และ “หัวหน้ารัฐบาล” ก็ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้วว่า…เตรียมจะก่อหนี้เพิ่ม

สอดรับกับสิ่งที่ นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักนโยบายหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เคยออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่า…การกู้เงินของรัฐบาล จะเน้นกู้ภายในประเทศเป็นหลัก แต่หากเงินกู้ในประเทศ ถึงทางตัน! หมายถึง…มีความต้องการสูง

รัฐบาลคงหันไปกู้เงินจากต่างประเทศแทน เพราะไม่ต้องการจะสร้าง “ดีมานด์” เงินกู้ในประเทศ แข่งกับภาคเอกชน ด้วยเกรงอัตราดอกเบี้ยในประเทศมันจะสูงขึ้นกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ แกนหลักสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น…นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน รวมถึง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง จะพูดในทำนองคล้ายๆ กัน

“ถึงรัฐบาลจะมีภาระเงินกู้ที่สูง แต่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็มีสูงเช่นกัน”

พูดเอามัน…ฟังความข้างเดียว! ก็คงพอฟังได้ แต่ข้อเท็จจริง…เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ไม่ว่าของไทย หรือของชาติใดในโลก ต่างไม่ได้มีไว้เพื่อการนำไปชำระหนี้เงินกู้ให้กับรัฐบาลชุดไหน ที่ก่อภาระหนี้ให้กับประเทศ

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย คือ หลักประกันความมั่นคงด้านฐานะการเงินของประเทศ ที่พึงมีต่อนักลงทุนต่างประเทศในไทย และการทำการค้าระหว่างประเทศ

ล่าสุด ทีมโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เพิ่งแถลงตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2564 โดยมี สูงถึง 243 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเป็นเงินบาทก็ราวๆ 8 ล้านล้านบาท

น้อยกว่า “หนี้สาธารณะ” ที่เพิ่มพูนในยุค “รัฐบาลลุง” ด้วยซ้ำ!

ถึงตรงนี้…เศรษฐกิจภาพใหญ่ ก็เป็นเช่นที่ สำนักข่าว THAI EDITOR ฉายให้ดู นั่นแหละ

หันมาสำรวจดู…เศรษฐกิจภาพกลาง นั่นคือ ภาพของธุรกิจและการลงทุนของภาคเอกชน นาทีนี้…คงมีเพียงไม่กี่สิบตระกูล ที่สามารถจะผลักดันให้ธุรกิจในเครือข่ายให้เติบโตแบบไม่หยุดยั้งได้ในยุคโควิด-19

แม้กำลังซื้อของคนไทยส่วนใหญ่จะลดและเหลือน้อยลง แต่เครือข่ายธุรกิจของตระกูลใหญ่ๆ ที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับคนในรัฐบาลปัจจุบัน กลับอู้ฟู่! บางธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยซ้ำไป

สิ่งที่ สื่อระดับโลก อย่าง… Forbes Thailand สำรวจเอาไว้เมื่อปลายปีก่อน น่าจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

เหลือจาก 50-100 ตระกูลใหญ่ข้างต้นแล้ว คงเป็นตระกูลนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และคนมีสี รวมถึงพวกมาเฟีย เท่านั้น ที่สามารถจะสร้างโอกาสได้ในห้วงวิกฤต

นอกนั้น…ใกล้ตาย หรือตายในทางธุรกิจไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น…กลุ่ม SMEs ทั่วประเทศกว่า 3 ล้านราย หรือร้านค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดย่อม ที่ทุกวันนี้..ต่างอยู่ในสถานะเดียวกัน นั่นคือ “เจ๊ง!” และ “จนลง”

ภาพเล็ก…คนไทยส่วนใหญ่ ในฐานะ “คนหาเช้ากินค่ำ” จนถึงพวกที่มีเงินเดือนประจำ (ยกเว้น! กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานบริษัท/องค์กรขนาดใหญ่) รวมถึง เกษตรกร ทั้งหมดล้วนเป็น “ผู้บริโภค” ที่เข้าข่ายพิการ ทั้งโอกาสและการเงิน

ต่างตกอยู่ในฐานะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” รายได้ลดลง แต่สารพัดรายจ่ายกลับดาหน้าเพิ่มขึ้น แบบนันสต๊อป!

พวกที่มีงานทำ…ก็ขาดความแน่นอน! เพราะไม่รู้จะถูก “ให้ออก” เมื่อไหร่? เรื่องการเพิ่มเงินเดือนหรือโบนัส ลืมไปได้เลย แค่ไม่ถูกหัก…ถูกลดเงินเดือน และมีงานให้ทำ ก็ดีถมเถไปแล้ว

รายได้ลดลง…กำลังซื้อก็ลดลง แต่ภาระรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็น…ค่าน้ำมัน อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น ฯลฯ ต่างพาเหรดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

สะท้อนภาพอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่พุ่งทะยานเกินกว่า 3% ไปแล้ว

ขณะที่ ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับ 0.5% แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (ย้ำ! ขั้นต่ำ) กลับพุ่งสูงกว่า เกือบ 10 เท่า ที่ระดับ 4-5%

แล้วอย่างนี้…คนไทยในปี 2565 และปีต่อๆ ไป จะอยู่กันได้อย่างไร???

ถามว่า…คนไทยพุ่งเฟ้อ และไม่รู้จักวิถีพอเพียงกระนั้นหรือ? ก็ไม่ใช่! นาทีนี้…ต่อให้อยากจะพอเพียงอย่างไร ก็คงทำไม่ได้ เพราะปัจจัยในการดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็น…ราคาค่าอาหาร ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน สารพัด แม้กระทั่ง ยารักษาโรค ต่างก็มีราคาแพง…

ไม่จ่ายเพื่อซื้อหาก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีในการดำรงชีวิต…

บรรทัดทิ้งท้าย…ที่ สำนักข่าว THAI EDITOR หยิบยกมาเพียงบางส่วนที่สำคัญ ฉายให้ดู…ก็เพื่อให้ “ผู้อ่าน” ได้คิดตามและคิดต่อ เองว่า…เศรษฐกิจไทยในปี 2565 ดีไม่ดีอย่างไร?

ลองสะท้อนภาพกันออกมาบ้าง!!!.

ผอ.ออมสินขึ้นแท่น Banker of the year 2021

“วิทัย รัตนากร” ผอ.แบงก์ออมสิน รับรางวัลเกียรติยศ Banker of the year 2021 ของนิตยสารดอกเบี้ย จากมือ รมว.คลัง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบรางวัลเกียรติยศ นักการธนาคารแห่งปี 2564″   หรือ Banker of the year 2021 ให้กับ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในโอกาสที่ เครือนิตยสารดอกเบี้ยและหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจประกาศยกย่อง นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนที่ 17 ให้ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ จากคณะกรรมการตัดสินรางวัลว่า เป็นผู้บริหารสูงสุดของสถาบันการเงินที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด

จากบทบาทการเป็น ผู้นำการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเข้าไปสู่ภาคเศรษฐกิจฐานรากและประชาชนทั่วไปที่ประสบปัญหาการทำธุรกิจและการดำรงชีพจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) และจากภัยธรรมชาติ โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือมากกว่า 36 โครงการ คิดเป็นจำนวนเงินช่วยเหลือกว่า 2 แสนล้านบาท และมีประชาชนได้รับความช่วยเหลือกว่า 11 ล้านราย

 ด้วยการดำเนินงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์การเป็น ธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank)” ที่มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ปัญหาความยากจน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก ประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยมี นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ ประธานเครือหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ พร้อมผู้บริหารธนาคารออมสิน ร่วมแสดงความยินดี

ณ CentralwOrld เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564.

ธ.ก.ส. จัดงานตลาดนัด “เทคโนฯ-นวัตกรรม” ต่อยอดการเกษตรไทย

ธ.ก.ส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงาน “ตลาดนัดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร ” เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้ยกระดับให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME เกษตร สู่ความเป็นมืออาชีพ โชว์นวัตกรรมการเกษตรที่โดดเด่นกว่า 50 ผลงาน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เลือกนำมาปรับใช้กับการดำเนินกิจการหรือประกอบอาชีพ หนุนจับคู่นวัตกรรมเพื่อนำมาต่อยอดกับธุรกิจเกษตร

นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยภายหลังเป็น ประธานเปิดกิจกรรมตลาดนัดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (Investor Day) Smart Matching for Better Together เพื่อส่งเสริมการนำงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้ยกระดับสู่การเป็นเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME เกษตรมืออาชีพ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ณ โถงชั้น 2 ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ ว่า ธ.ก.ส. มุ่งพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเกษตรแบบบูรณาการ โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่า

ทั้งนี้ จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ สสว. สวทช. depa NIA สสก. NECTEC สท. บริษัท คิว บ็อคซ์ พอยท์ จำกัด  และ บริษัท อินฟิวส์ จำกัด จัดทำโครงการตลาดนัดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (Investor Day) เพื่อสนับสนุนการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้งานของส่วนงานภาคีเครือข่ายขยายไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่สนใจ ได้แก่ เกษตรกร Smart Farmer / Young Smart Farmer ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร New Gen / Startup และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ในการยกระดับธุรกิจได้ อันเป็นการยกระดับเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ สู่เกษตรกรมืออาชีพ (Smart Farmer) และพัฒนา ต่อยอด ยกระดับเป็นผู้ประกอบการ SME เกษตร ภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามโมเดล BCG Economy ด้วยการเชื่อมโยงกับเครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรไทย (Smart Matching for Better Together)

โดยกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการภาคเกษตร ได้พบเจ้าของผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โดยดําเนินการจัดงานทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ มุ่งหวังให้เกิดการจับคู่และนํานวัตกรรมไปขยายผลเพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ อีกทั้งมีการออกบูธนิทรรศการร่วมกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์รัฐบาล BCG Model 2) ผลงานนวัตกรรมพร้อมใช้จากเครือข่ายร่วมงานกว่า 50 ผลงาน 3) พิมพ์เขียวระบบเกษตรอัจฉริยะ “HandySense” ซึ่งเป็น Free Innovation 4) คูปองส่วนลดการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมจาก depa 5) สินเชื่อจาก ธ.ก.ส. อาทิ สินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน สินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร สินเชื่อ Green Credit และสินเชื่อปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

6) โครงการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการภาคเกษตรไทย (Venture Capital : VC) ได้แก่ บริษัท คิว บ็อคซ์ พอยท์ จำกัด  ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม “Farmbook” ในการวางแผนการผลิตและเก็บเกี่ยวให้สัมพันธ์กับความต้องการของตลาด ในลักษณะตลาดซื้อขายล่วงหน้าได้ และ บริษัท อินฟิวส์ จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน “มะลิซ้อน” ที่ช่วยอํานวยความสะดวกในการบันทึกแปลงที่ดินของเกษตรกรและ  แจ้งการขอชดเชยค่าสินไหมในโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตร และแพลตฟอร์ม “FarmFeed”  ซึ่งเป็นระบบวางแผนบริหารจัดการแปลงเกษตรอย่างครบวงจร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเชื่อมโยงกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาด้วยเซนเซอร์และข้อมูลสภาพแวดล้อม ช่วยให้สามารถวางแผนเพาะปลูกได้ง่ายยิ่งขึ้น 

และ 7) FTA โคนม โดยนํานวัตกรรมมาขับเคลื่อน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการผ่านระบบ Online  มีการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Facebook Live ไปยังเครือข่ายทุกจังหวัด เพื่อเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายร่วม Shopping เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ ตามความสนใจ พร้อมการสนับสนุนเงินทุนตลอดห่วงโซ่ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)

นอกจากนี้ ยังมี การเสวนาในหัวข้อ “ก้าวข้าม COVID-19 เกษตรกรปรับตัวอย่างไรในยุคเกษตรดิจิทัล” โดยผู้แทนจากเครือข่ายที่ร่วมโครงการและเกษตรกรที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดําเนินงาน และมีการมอบโล่รางวัล Top Smart New Gen จำนวน 20 ราย จากโครงการบ่มเพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs เกษตร ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่ง ธ.ก.ส. ดำเนินงานร่วมกับ สวทช. อีกด้วย.

ธอส.ชวนคนกรุงฯ มีบ้านในงาน Smart Money

ธนาคารอาคารสงเคราะห์จัดโปรหนักๆ “ฝาก-กู้-บ้านมือสอง” ให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในงาน “Thailand Smart Money 2021 กรุงเทพฯ ครั้งที่ 12” ชูธง! ดันสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ปีแรก 2.60% ต่อปี ฟรี! ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ด้านเงินฝากพบกับเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยพิเศษ New Flexi for Welfare and Corporate สูงสุด 1.00% ต่อปี และสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุด “เกล็ดดาว” รับผลตอบแทนหน้าสลาก 0.50% ต่อปี พร้อมลุ้นรับรางวัล 1 ล้านบาท 24 งวด พ่วงนำบ้านมือสอง 40 รายการเด่น มาจัดแสดง ก่อนนำออกประมูลขายในงานประมูลบ้านมือสอง ธอส.ออนไลน์ (Full moon full sale)

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารจึงได้เข้าร่วมงาน “Thailand Smart Money 2021 กรุงเทพฯ ครั้งที่ 12” โดยนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่มีโปรโมชั่นสุดพิเศษมอบให้แก่ลูกค้าประชาชน นำโดย

1.สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ปีแรก 2.60% ต่อปี ปีที่ 2 MRR-3.35% ต่อปี (เท่ากับ 2.80% ต่อปี) ปีที่ 3 MRR-2.80% ต่อปี(เท่ากับ 3.35% ต่อปี) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.917% ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ คิดอัตราดอกเบี้ย MRR – 1.00% ต่อปี และกรณีลูกค้ารายย่อย อัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. ปัจจุบันเท่ากับ 6.150% ต่อปี) ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 40 ปี เงินงวดผ่อนชำระต่ำ

เช่น กรณีกู้ 2 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นปีแรกเพียง 6,800 บาท/เดือน ให้กู้เพื่อซื้อปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น ชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อวงเงินกู้(MRTA) และกู้เพิ่มเพื่อปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย และซ่อมแซม สำหรับที่อยู่อาศัยที่นำมาเป็นหลักประกันการกู้ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพ และปริมณฑล พร้อมฟรี ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% หากจองสิทธิ์ภายในงานระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม 2564 ยื่นคำขอกู้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2564 – 15 มกราคม 2565 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565

พิเศษ! ลูกค้าสินเชื่อที่ทำ นิติกรรมภายในเวลาที่ธนาคารกำหนดและมีวงเงินทำนิติกรรมสูงสุด 10 อันดับแรก รับของที่ระลึกฟรี ดังนี้ วงเงินสูงสุดอันดับที่ 1-5 รับหม้อทอดไร้น้ำมัน อันดับ 6-7 รับ เครื่องชงกาแฟแบบหยด จาก Verasu และ Gift Voucher  จาก Index Living Mall มูลค่า 500 บาท และอันดับที่ 8-10 รับ Gift Voucher จาก Index Living Mall มูลค่า 1,000 บาท

2.ผลิตภัณฑ์การออมผ่านสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเกล็ดดาว หน่วยละ 5,000 บาท รับผลตอบแทนหน้าสลาก 0.50% ต่อปี จากเดิม 0.40% ต่อปี พร้อมโอกาสถูกรางวัลที่ 1 มูลค่ารางวัลละ 1,000,000 บาท และรางวัลอื่นๆ และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว และรางวัลเลขสลับเลขท้ายได้ลุ้นต่อเนื่องนาน 24 เดือน คิดเป็นโอกาสถูกรางวัลใหญ่ 0.0045%

พร้อมกันนี้ ยังมีเงินฝากอัตราดอกเบี้ยสูงเงินฝากอัตราดอกเบี้ยสูงกับผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยพิเศษ New Flexi for Welfare and Corporate สำหรับลูกค้าที่มีเงินเดือนประจำจากหน่วยงานหรือบริษัท โดยเปิดบัญชีและมียอดเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 10  ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.75%  ต่อปี และเปิดบัญชี และมียอดเงินฝากคงเหลือมากกว่า 10  ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.30% ต่อปี

พิเศษ! หากเดือนใดไม่มีการถอนจะได้รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มอีก 0.25% ต่อปี รวมรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุด 1.00% ต่อปี และยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจะได้รับกระเป๋าพับอเนกประสงค์ 1 ราย ต่อ 1 ใบ เพียงจองสิทธิ์ภายในงาน และเปิดบัญชีที่ ณ สาขาในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ หรือ ตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด

3.ทรัพย์ NPA หรือ บ้านมือสอง ธนาคารได้เตรียมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญไว้ให้คำปรึกษาทุกเรื่องบ้านมือสอง “ซื้อบ้านได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว” พร้อมนำทรัพย์ดี คุณภาพเด่น จำนวน 40 รายการ จากจำนวนทรัพย์ที่นำออกประมูลกว่า 3,500 รายการ มาจัดแสดงในงานก่อนที่จะนำออกประมูลขายในงานประมูลบ้านมือสอง ธอส. ออนไลน์ (Full moon full sale) ในวันที่ 19 ธันวาคม 2564 และลูกค้าสามารถเลือกซื้อทรัพย์ NPA ในโครงการ Special Price ได้ง่าย ๆ ผ่านApplication G H Bank Smart NPA 

ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์ของธนาคารสามารถจองสิทธิ์ใช้บริการและขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ของ ธอส.ได้ที่งาน “Thailand Smart Money 2021 กรุงเทพฯ ครั้งที่ 12” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม 2564 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์.

เผย!ยอดจ่ายสั่งอาหาร-เครื่องดื่มนำโด่ง ดันซื้อผ่านแอปฯพุ่ง!

“โฆษกคลัง” ฉายภาพคนละครึ่งเฟส 3 ช่วงใกล้หมดโปรฯ พบยอดใช้จ่ายสะสม 1.93 แสนล้านบาท แจงร้านอาหารฯมียอดจ่ายสูงสุด 7.6 หมื่นล้านบาท ดันยอดสั่งผ่านแอปฯใกล้แตะ 3 พันล้านบาท  ขณะที่ใช้เพื่อการโดยสารพุ่งเกิน 200 ล้านบาท

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะ โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โดยจากข้อมูล ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2564 พบว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 26.26 ล้านราย จากผู้ได้รับสิทธิจำนวน 27.98 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 193,458.3 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 98,351.0 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 95,107.3 ล้านบาท และมียอดใช้จ่ายสะสมแบ่งตามประเภทตามร้านค้า ได้แก่ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 76,751 ล้านบาท ร้านธงฟ้า 31,149.3 ล้านบาท ร้าน OTOP 9,260.6 ล้านบาท ร้านค้าทั่วไป 72,766.1 ล้านบาท ร้านบริการ 3,318.7 ล้านบาท และกิจการขนส่งสาธารณะ 212.6 ล้านบาท

โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีประชาชนผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 91,952 ราย จากผู้ได้รับสิทธิจำนวนกว่า 4.9 แสนราย โดยมียอดใช้จ่ายสะสมส่วนประชาชนรวม 3,760 ล้านบาท มีมูลค่าการใช้จ่ายสะสมที่นำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher 3,064 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าสะสม e-Voucher ทั้งสิ้นกว่า 353.8 ล้านบาท และมูลค่าการใช้จ่ายสะสมส่วน e-Voucher 233.7 ล้านบาท และมียอดใช้จ่ายสะสมรวมส่วนประชาชนและ e-Voucher แบ่งตามประเภทตามร้านค้า ได้แก่ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 184.7 ล้านบาท ร้านธงฟ้า 204 ล้านบาท ร้าน OTOP 424 ล้านบาท ร้านค้าทั่วไป 3,040 ล้านบาท และร้านบริการ 141 ล้านบาท

สำหรับ ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มล่าสุด ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2564 เวลา 08.00 น. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีการใช้จ่ายสะสมประมาณ 2,887.8 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 1,491.9 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 1,395.9 ล้านบาท สำหรับ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้มีการใช้จ่ายสะสมประมาณ 2.18 ล้านบาท และในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ที่ขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มล่าสุดขณะนี้ มีจำนวนประมาณ 80,000 ราย

“ประชาชนสามารถใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือใช้จ่ายในส่วน e-Voucher สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งขณะนี้ จำนวนผู้ใช้สิทธิครบ 4,500 บาท ภายใต้โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีจำนวนกว่า 5 ล้านคน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังมีสิทธิเหลืออยู่ให้รีบใช้จ่ายก่อนวันสิ้นสุดโครงการ” โฆษกกระทรวงการคลัง ย้ำ.

ฉกกลับ! เงินหลวง ผลงาน (พลังประชา) รัฐ

ภาพการลงพื้นที่…อ้างผลงานตัวเอง ช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนไทยของบรรดารัฐมนตรี ต่างสังพรรคการเมือง คงจะมีให้เห็นถี่ขึ้น! จนถึงวาระสุดท้ายของรัฐบาล และการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หอบหิ้ว รมต.ในสังกัดพรรค พปชร. ลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ฉกเอาผลงานประกันรายได้เกษตรกร มาเป็นของตัวเงอ คือ บทพิสูจน์ของเรื่องนี้

ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาล อย่าง…พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ “หัวหน้าพรรคฯ” นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพาณิชย์ ที่ควงคู่ “เลขาธิการพรรคฯ” นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เก็บเกี่ยวผลงาน “ประกันรายได้” ให้กับเกษตรกร ไปเต็มๆ ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี

มารอบนี้…ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ จะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้…

ยิ่งในภาวะ “แพใกล้แตก!” ทั้งกับตัวของรัฐบาลเอง และภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่เจ้าตัวยังแก้ไม่ตกกับปัญหาที่มีอยู่กับแกนนำคนสำคัญ อย่าง…ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคฯ ยิ่งต้องเร่งรัดใช้ความเป็น “หัวหน้ารัฐบาล” ฉกเอาผลงาน “ประกันรายได้” กลับมาเป็นของตัวเองและของพรรคฯบ้าง

เพราะเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทที่คนจากพรรคประชาธิปัตย์ มักอ้างเป็นผลงานของตัวเองนั้น แท้จริงแล้วก็คือ…เงินของรัฐบาล ผ่านท่อต่อสำคัญอย่าง…ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในโควต้าของพรรคพลังประชารัฐเช่นเดียวกัน ไปสู่มือเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาทั่วประเทศ

ภาพการลงพื้นที่ของทั้ง พลเอกประยุทธ์ และรัฐมนตรีในสังกัดของพรรคฯ จึงมีให้เห็นบ่อยครั้งในช่วงหลัง

ล่าสุด พลเอกประยุทธ์ หนีบเอา พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการมหาดไทย, นายอาคม และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเจ้าบ้าน อย่าง…นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม จาก พรรคชาติไทยพัฒนา คอยให้การต้อนรับ เมื่อช่วงสายของวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ณ ตลาดกลางสินค้าเกษตรสุพรรณบุรี ตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี  เพื่อเป็นสักขีพยานในโอกาสที่นายอาคม มอบเงินตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และมาตรการคู่ขนานปีการผลิต 2564 – 2565

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ภายในงานนี้ รัฐบาลจะได้มอบเงินในโครการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านผู้แทนเกษตรกร จำนวน 7 คน พร้อมกดปุ่มโอนเงิน รวมถึงการดำเนินมาตรการคู่ขนานปีการผลิต 2564/2565 ทั่วประเทศ ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

สำหรับการโอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และมาตรการคู่ขนาน ปีการผลิต 2564/65 ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ได้มีการโอนเงินให้เกษตรกรแล้วจำนวน 631,963 ราย เป็นเงิน 12,653.18 ล้านบาท โดยในวันที่ 9 – 13 ธันวาคม 2564 นี้ จะมีแผนการโอนเงินให้เกษตรกรอีก จำนวน 3.58 ล้านราย เป็นเงินจำนวน 64,823.51 ล้านบาท ในส่วนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจังหวัดสุพรรณบุรีได้รับเงินโอนโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 รอบที่ 1 จำนวน 38,717 ราย เป็นจำนวนเงิน 829,808,027.98 บาท

และมีเกษตรกรได้รับเงินโอนโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 จำนวน 59,674 ราย เป็นจำนวนเงิน 883,126,641.75 บาท

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อเดินทางมาจังหวัดสุพรรณบุรี คือ เพลงเลือดสุพรรณ ชอบเนื้อร้องช่วง “มาด้วยกันไปด้วยกัน” สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและมาตรการคู่ขนานครั้งนี้ ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ ส่วนตัวมีความห่วงใยเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติและรู้ดีถึงความยากลำบากในการได้ผลผลิตมาแต่ละครั้ง

พร้อมกับย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในด้านภาคการเกษตรเป็นภาคการผลิตที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเจริญเติบโตมาโดยตลอด ยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีวิธีการผลิตที่เหมาะสม มีรายได้ที่ดีขึ้น สร้างรอยยิ้ม สร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น รัฐบาลพยายามที่จะลดต้นทุนการผลิต ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นรวมถึงขาดแคลนแรงงานโดยใช้เทคโนโลยีดัดแปลงให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิต นำมาทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน 

ด้าน นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ตามที่ ธ.ก.ส. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจ่ายเงินตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 ตามกรอบการอนุมัติวงเงินงบประมาณเพิ่มเติมจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564  และคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564  จำนวน 74,569 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.69 ล้านครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ได้รับผลตอบแทนจากการผลิตที่เหมาะสม เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน และช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และอุทกภัย โดยที่กลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติ โดยประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน  ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรงตามข้อมูลที่ได้รับจากกรมส่งเสริมการเกษตร และผ่านการประชุมของคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงฯ งวดที่ 3 – 7 ในช่วงระหว่างวันที่ 9 – 13 ธันวาคม 2564 รวมทั้งสิ้น 3.58 ล้านครัวเรือน เป็นเงินจำนวนกว่า 64,000 ล้านบาท สำหรับในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีการโอนเงินให้เกษตรกร จำนวน 51,203 ครัวเรือน วงเงิน 1,064 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ

นายธนารัตน์ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการยกระดับราคาข้าวเปลือก ธ.ก.ส. ยังได้ดำเนินมาตรการคู่ขนานผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2564/65 เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าว ไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากและราคาตกต่ำ วงเงินสินเชื่อรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยกับเกษตรกร เป็นระยะเวลา 5 เดือน ตั้งเป้าดูดซับปริมาณข้าวเปลือก 2 ล้านตัน ประกอบด้วย ชนิดข้าวเปลือกหอมมะลิในเขต 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด และภาคเหนือ 3 จังหวัด (เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา) ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต 23 จังหวัด ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 และข้าวเปลือกเหนียว

คุณสมบัติข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นข้าวเปลือกที่มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 สิ่งเจือปนไม่เกินร้อยละ 2 และสีได้ต้นข้าวไม่ต่ำกว่า 20 กรัม โดยในส่วนข้าวหอมมะลิจะมีเมล็ดข้าวแดงได้ไม่เกินร้อยละ 0.5 (ไม่เกิน 22 เมล็ดใน 100 กรัม) กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อตัน ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิในเขต 23 จังหวัด 11,000 บาท/ตัน  ข้าวหอมมะลินอกเขต 23 จังหวัด 9,500 บาท/ตัน  ข้าวเจ้า 5,400 บาท/ตัน  ข้าวหอมปทุมธานี 1 7,300 บาท/ตัน และข้าวเหนียว 8,600 บาท/ตัน โดยเกษตรกร กู้ได้รายละไม่เกิน 300,000 บาท สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งละไม่เกิน 300 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรแห่งละไม่เกิน 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนแห่งละไม่เกิน 5 ล้านบาท กรณีชำระคืนภายใน 5 เดือน ไม่มีดอกเบี้ย (รัฐบาลรับภาระจ่ายแทน) นอกจากนี้รัฐบาลยังช่วยเหลือค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก 1,500 บาทต่อตัน กรณีเกษตรกรเก็บข้าวเอง ได้รับ 1,500 บาทต่อตัน กรณีเกษตรกรฝากข้าวกับสถาบันเกษตรกร เกษตรกรจะได้รับ 500 บาทต่อตัน และสถาบันฯจะได้รับ 1,000 บาทต่อตัน ระยะเวลาจัดทำสัญญาตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 กรณีภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2565

และสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2564/65 วงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท สำหรับสหกรณ์การเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชนที่ประกอบธุรกิจรวบรวมข้าวจากเกษตรกรสมาชิก เกษตรกรทั่วไป เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพ เช่น การลดความชื้น การแปรรูปผลผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม วงเงินกู้สำหรับสหกรณ์การเกษตร แห่งละไม่เกิน 300 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรแห่งละไม่เกิน 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนแห่งละไม่เกิน 5  ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ซึ่งคิดจากสถาบันฯ เพียงร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนที่เหลือรัฐบาลรับภาระแทน ระยะเวลาจ่ายสินเชื่อ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 กันยายน 2565

จากวันนี้ไป…เราคงได้เห็นการชิงไหวชิงพริบ! แย่งกันสร้างผลงาน สร้างชื่อในใจคนไทยของบรรดารัฐมนตรี ร่วมรัฐบาล แต่ต่างพรรค…กันมากขึ้น

และการลงพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ของ พลเอกประยุทธ์ อาจสะท้อนภาพถึงโอกาสในการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเร็ววันนี้ ก็เป็นได้!!!.

เอ็นดูหนักมาก”น้องโปรด”ลูกชาย”เป้ย”ตอบคำถาม

เรียกได้ว่าเป็นซุป’ตาร์ตัวน้อยที่ใครเป็นก็รักก็หลงจริงๆ สำหรับ “น้องโปรด” ลูกชายคนโตของคุณแม่คนสวย “เป้ย ปานวาด” ที่ยิ่งโตแฟนๆ ยิ่งเทใจให้ในความน่ารักของน้องโปรด อย่างล่าสุดคุณแม่เป้ยก็นำเรื่องราวที่อ่านแล้วใจฟูมาฝาก เรียกได้ว่าต้องยกนิ้วให้เลย

โดย เป้ย ได้นำแชทที่เพื่อนบ้านที่เข้ามาเล่าเรื่องน้องโปรดให้ฟัง โพสต์ลงในอินสตาแกรม ซึ่งคนนั้นได้เล่าว่า

“สวัสดีค่ะคุณหล้า ปูนะคะ มีเรื่องเล่าที่แสนประทับใจฝากให้น้องเป้ยค่ะ พอดีปูไม่มี line ของน้อง เลยฝากเล่าผ่าน มายังคุณย่านะคะ คือเมื่อ 2 วันก่อนเจอน้องโปรดที่หน้าบ้าน เขาน่ารักมากยกมือไหว้สวัสดี ก็เลยเดินไปคุยด้วย บอกว่าโปรดน่ารักมากๆ เลยเจอป้าปูก็ไหว้ทุกครั้งเลย แต่ทำไมปาลินไม่ไหว้ป้าปูเหมือน โปรดเลย น้องตอบว่ายังไงรู้ไหมคะ

โปรดตอบว่า คือ ว่าปาลิณยังเด็ก เขาเพิ่งไปโรงเรียนเลยยังไม่รู้ ปาลินยังเล็กอยู่ ปูก็เลยแกล้งบอกว่า ป้าปูโกรธน้องได้ไหม โปรดบอกว่าอย่าโกรธเลย ปาลินยังเล็ก เดี๋ยวไปโรงเรียนแล้วก็จะรู้เรื่อง โห! ได้ฟังแล้ว สุดยอดมาก พ่อแม่สอนลูกได้น่ารักมากเลยค่ะ ประทับใจมาก นี่ก็เล่าให้ทุกคนฟัง ว่าโปรดน่ารักมากรู้จักตอบ และรักน้อง เหมือนจะบอกว่า ป้าอย่าโกรธน้องเลยนะ เลยอยากเล่าให้พ่อแม่ปู่ย่าน้องโปรดได้รู้และชื่นใจที่มีหลานชายน่ารักแบบนี้ค่ะ เลี้ยงได้ดีจริงๆเลย

คุณปู่อยู่ในหมู่บ้านในชมน้องโปรด อยากเล่าให้คุณป้อปคุณเป้ยฟังเลี้ยงลูกดี”

แข่งขันกอล์ฟระดับโลก Honda LPGA

นักกอล์ฟที่มีคะแนน Gross Score ดีที่สุดสามอันดับแรก จะได้รับสิทธิ์ไปร่วมเล่นใน ‘Pro-Am Day’ ณ งานแข่งขันกอล์ฟระดับโลก Honda LPGA 2020 ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญสำหรับแฟนนักกอล์ฟของ Under Armour เท่านั้น