ธอส.ชี้! ราคาที่ดินเปล่าก่อนพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล Q 4/64

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. เชื่อ! ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนา ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ  339.0 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าราคาที่ดินยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  ระบุ 5 อันดับราคาที่ดินย่านทำเลรถไฟฟ้าขยับแรง

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มีข้อสังเกตว่า ภาพรวมสถานการณ์ของราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เริ่มแพร่ระบาดในไตรมาส 2 ปี 2563 มาจนถึงไตรมาส 4 ปี 2564 ซึ่งถือว่าเป็นการแพร่ระบาดช่วงต้นของสายพันธ์โอมิครอน ทำให้ดัชนีราคาของที่ดินเปล่าฯในแต่ละไตรมาสเพิ่มขึ้นแบบชะลอตัวลง โดยเฉลี่ยเหลือประมาณร้อยละ 13.8 ต่อไตรมาสเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงต่อเนื่องกันถึง 6 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2563 อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิด การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  ต่อเนื่องกันถึง 4 ไตรมาส

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของไตรมาสเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.1 ต่อไตรมาส ยังเป็นการเพิ่มที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิด การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  ต่อเนื่องกันถึง 4 ไตรมาสเช่นกัน 

ภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงของดัชนีของราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยังคงแสดงให้เห็นว่า แม้ว่ามีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อยู่ก็ตาม ราคาที่ดินเปล่าฯ ก็ยังมีการเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ซึ่งน่าจะเป็นผลจากปัจจัยสำคัญหนึ่งคือ ความคืบหน้าของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่ใกล้จะแล้วเสร็จในปี 2565  ซึ่งในไตรมาสนี้โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นในบริเวณที่เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว บริเวณที่เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าผ่านเป็นหลัก และบริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่าในไตรมาส 4 ปี 2564 นี้ ส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่อยู่ในกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกที่ราคามีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น เนื่องจากมีรถไฟฟ้าหลายสายที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ใกล้จะแล้วเสร็จ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) มีความคืบหน้าการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 89.5 ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 2  รถไฟฟ้าสายสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) มีความคืบหน้าการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 88.7 มีแผนว่าจะเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2565 โดยช่วงที่ 1 สถานีภาวนา-สถานีสำโรง และช่วงที่ 2 สถานีลาดพร้าว ซึ่งมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 3 และรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ขณะนี้มีความคืบหน้าการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 82.0 มีแผนว่าจะเปิดให้บริการในกลางปี 2565 โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน ช่วงที่ 1 สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ-สถานีมีนบุรี ช่วงที่ 2 สถานีชลประทาน-สถานีแจ้งวัฒนะ 14 – สถานีนพรัตนราชธานี และช่วงที่ 3 สถานีแคราย-สถานีศูนย์ราชการ จ.นนทบุรี อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาที่ดินยังคงขึ้นต่อเนื่องเป็นเพราะอุปทานที่ดินที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนามีจำกัด

ทั้งนี้ ราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่านในไตรมาสนี้ พบว่า 5 อันดับแรกที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุด คือ

อันดับ 1 ได้แก่ BTS สายสุขุมวิท ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.0  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า ราคาที่ดินที่รถไฟฟ้าผ่านในเขตจตุจักร บางนา พญาไท และพระโขนง เป็นบริเวณที่ราคาเพิ่มขึ้นมาก หากเปรียบเทียบย้อนหลังมาประมาณ 10 ปี พบว่า ราคาที่ดินในบริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 305.8 หรือเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 30.6

อันดับ 2 ได้แก่ สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และในไตรมาสนี้ มีความคืบหน้าการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 89.5  มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY)  พบว่า ราคาที่ดินที่รถไฟฟ้าผ่านในเขตบางกะปิ  มีนบุรี และสะพานสูง เป็นบริเวณที่ราคาเพิ่มขึ้นมาก หากเปรียบเทียบย้อนหลังมาประมาณ 10 ปี พบว่า ราคาที่ดินในบริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 325.6 หรือเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 32.6

อันดับ 3 ได้แก่ สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และในไตรมาสนี้ มีความคืบหน้าการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 88.7 และมีแผนที่จะเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2565 มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY)  พบว่า ราคาที่ดินที่รถไฟฟ้าผ่านในเขตบางพลี  ประเวศ และเมืองสมุทรปราการ เป็นบริเวณที่ราคาเพิ่มขึ้นมาก หากเปรียบเทียบย้อนหลังมาประมาณ 10 ปี พบว่า ราคาที่ดินในบริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 273.7 หรือเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 27.4

อันดับ 4 ได้แก่ Airport Link ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า ราคาที่ดินที่รถไฟฟ้าผ่านในเขตดินแดง วังทองหลาง สวนหลวง และห้วยขวาง เป็นบริเวณที่ราคาเพิ่มขึ้นมาก หากเปรียบเทียบย้อนหลังมาประมาณ 10 ปี พบว่า ราคาที่ดินในบริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 290.2 หรือเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 29.0

และ อันดับ 5 ได้แก่ MRT ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว และ สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-หัวลำโพง) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต โดยทั้ง 2 โครงการ มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY)  พบว่า ราคาที่ดินที่รถไฟฟ้าผ่านในเขตบางซื่อ เป็นบริเวณที่ราคาเพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบย้อนหลังมาประมาณ 10 ปี พบว่า ราคาที่ดินในบริเวณเส้นทางรถไฟฟ้า MRT เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 343.9 หรือเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 34.4 ส่วน สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-หัวลำโพง) หากเปรียบเทียบย้อนหลังมาประมาณ 10 ปี พบว่า ราคาที่ดินในบริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 337.0  หรือเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 33.7

วิธีการจัดทำข้อมูล : โดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทำการติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 6 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม โดยกำหนดให้ปี 2555 เป็นปีฐาน และจัดทำดัชนีเป็นรายไตรมาส

ในการศึกษาจะใช้ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเปล่าของกรมที่ดิน โดยจะคัดเลือกเฉพาะที่ดินเปล่าไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง ที่มีขนาดที่ดินตั้งแต่ 200 ตารางวาขึ้นไป และจะใช้ข้อมูลเฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ผู้โอนหรือผู้รับโอนที่เป็น “นิติบุคคล” เท่านั้น เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นราคาซื้อขายจริง ซึ่งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายหรือรายได้ให้ถูกต้องเพื่อสามารถคำนวณภาษี และค่าใช้จ่ายในแต่ละปี

การคำนวณค่าดัชนีฯ ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบ Chain Laspeyres โดยราคาที่ดินเปล่าที่นำมาคำนวณคือ ราคาเฉลี่ยต่อตารางวา ซึ่งถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ตั้งแต่ปี 2555-2559 โดยปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ได้แก่ 1) ทำเลที่ตั้งของที่ดิน 2) แผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน 3) เส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนผ่าน

ข้อความจำกัดความรับผิดชอบ : ข้อมูลสถิติ ข้อเขียนใด ๆ ที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้รับมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือจากการประมวลผลที่เชื่อถือได้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ตรวจสอบจนมั่นใจในระดับหนึ่งแล้ว แต่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องหรือความเป็นจริงและไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ๆ จากการใช้ข้อมูลผู้นำข้อมูลไปใช้พึงใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบตามความเหมาะสม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ฝ่ายประชาสัมพันธ์และบริการข้อมูล ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

ชั้น 18 อาคาร 2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ 63 ถนนพระราม 9 ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

โทรศัพท์  02-645-9675-6 โทรสาร 0-2643-1251.

รัฐเดินหน้าช่วยคนจนผ่าน 3 โครงการเก่าหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลเดินเครื่องรอบใหม่กับ 3 โครงการรัฐ “บัตรสวัสดิการ –  กลุ่มคนพิเศษ – คนละครึ่งเฟส 4” ดูแลกันไป 3 เดือน ก.พ.-เม.ย.65 เผย! คนเก่าราว 28 ล้านคน หากลงทะเบี่ยนยืนยันร่วมโครงการไม่ทัน ตัดสิทธิ์ทันที! พร้อมเปิดคนใหม่เข้าร่วมอีก 1 ล้านคน ด้าน รมว.คลัง หวังเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันจีดีพีปีนี้โต 0.21%

หลังจาก คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 รับทราบและอนุมัติตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้  (คณะกรรมการฯ) ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2565 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565

ล่าสุด บ่ายวันเดียวกัน   นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงข่าว โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบโครงการ ดังต่อไปนี้ (1) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 (2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2 และ (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เสนอ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้แก่กลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน และผู้ต้องการความช่วยเหลือตลอดจนเพื่อรักษาแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2565 ผ่านการเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าสูงขึ้น โดยประชาชนแต่ละคนจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ ดังมีรายละเอียด ดังนี้

1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 จำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2565 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใดจะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป) รวมทั้งสิ้น 600 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 8,071 ล้านบาท ให้แก่ผู้มีบัตรฯ จำนวนไม่เกิน 13.45 ล้านคน โดยจะใช้ฐานข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2565

2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2 ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 จำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2565 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใดจะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป) รวมทั้งสิ้น 600 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 1,352 ล้านบาท ให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือตามโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้) ผู้ที่ลงทะเบียนด้วยตนเองไม่สำเร็จเนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับสิทธิตามโครงการเราชนะ กลุ่ม 4 จำนวนไม่เกิน 2.25 ล้านคน

3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 สนับสนุนวงเงินค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการนวดสปา ทำผม ทำเล็บ และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้นสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และสินค้าหรือบริการ ที่กระทรวงการคลังกำหนด จากภาครัฐในอัตราร้อยละ 50 ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,200 บาท ต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – วันที่ 30 เมษายน 2565 ให้กับประชาชนผู้ได้รับสิทธิที่เข้าร่วมโครงการจำนวนไม่เกิน 29 ล้านคน ซึ่งการร่วมจ่ายคนละครึ่งนี้จะเป็นการช่วยเติมกำลังซื้อให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ

ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทะเบียนและการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 มีรายละเอียดและระยะเวลาดำเนินโครงการในเบื้องต้น ดังนี้

3.1 การลงทะเบียนและการใช้จ่าย

3.1.1 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (คนเดิม) จำนวน 27.98 ล้านคน จะต้องยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป โดยจะต้องเริ่มใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 22.59 น. หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ โดยสิทธิที่เหลืออาจจะนำมาพิจารณาเปิดให้ลงทะเบียนอีกครั้ง ซึ่งหากยังประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องลงทะเบียนเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปในข้อ 3.1.2 ทั้งนี้ หากยืนยันสิทธิและใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ครั้งแรกในระยะที่กำหนดสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2565 

3.1.2 สำหรับประชาชนทั่วไปที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 จนกว่าจะครบจำนวนประมาณ 1 ล้านสิทธิ โดยสามารถใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2565 ซึ่งช่องทางการลงทะเบียนแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้ 

1) กรณีเป็นประชาชนที่เคยได้รับสิทธิมาตรการ/โครงการอื่นของรัฐที่มีการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com 

2) กรณีประชาชนที่ไม่มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”  สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์  www.คนละครึ่ง.com

3.2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ประชาชนที่มีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 25 มกราคม 2565 หรือไม่เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2  ทั้งนี้ ก่อนการใช้สิทธิครั้งแรก ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 จะต้องยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนที่สาขาหรือตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ) ยกเว้นผู้ที่เคยยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนกับธนาคารกรุงไทยฯ หรือผู้ที่มีแอปพลิเคชัน “Krungthai NEXT” ซึ่งผ่านการยืนยันตัวตนกับธนาคารกรุงไทยฯ แล้ว

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป เวลา 06.00 – 22.00 น. จนกว่ากระทรวงการคลังจะประกาศปิดรับสมัครผ่าน  www.คนละครึ่ง.com โดยผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมมาตรการ/ โครงการอื่นของรัฐที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” แล้ว ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ส่วนผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการ/โครงการอื่นสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือสาขาหรือจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทยฯ

“การดำเนินการทั้ง 3 โครงการ จะช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ จากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2565 จำนวน 79,023 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ GDP ทั้งปี 2565 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 ต่อปี จากกรณีฐาน อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งรักษาระดับและทิศทางของการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงสถานการณ์ COVID-19” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สรุป.

คลังโต้ข่าวคนละครึ่งเฟส 4 คาดเปิดลงทะเบียนจริง ก.พ.65

กระทรวงการคลังสวนข่าวลือมั่ว! คนละครึ่งเฟส 4 ยันอยู่ระหว่างการพิจารณาการดำเนิน โครงการ คาดเปิดลงทะเบียนกลาง กพ. และใช้สิทธิคงช่วงปลายเดือนเดียวกัน

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีกระแสข่าวว่า จะมีการเปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ในวันที่ 16 มกราคม 2565 โดยให้ประชาชนกลุ่มเก่าที่เคยได้รับสิทธิกดยืนยันสิทธิ และให้ประชาชนกลุ่มใหม่จำนวน 5 ล้านคนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนั้น ไม่เป็นความจริง ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ

โฆษกกระทรวงการคลัง ขอชี้แจงว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดการดำเนินโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 อาทิ จำนวนสิทธิที่จะเข้าร่วมโครงการ วันแรกที่จะเปิดรับลงทะเบียนซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเปิดรับลงทะเบียนได้ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และสำหรับวันเริ่มใช้สิทธิโครงการคาดว่าจะอยู่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้น

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของกระทรวงการคลังต่อไป.

“สรรพากร-ส.สินทรัพย์ดิจิทัล” เดินหน้าหาข้อสรุปภาษีคริปโตฯ

กรมสรรพากรร่วมกับสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัล เดินหน้าเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นแนวทางการจัดเก็บภาษีคริปโตเคอเรนซี เผย! เตรียมจัดประชุมใหญ่ภายใน ม.ค.นี้ พร้อมเชิญทุกฝ่ายหาข้อยุติวางแนวทางปฏิบัติให้ชุมชนเงินดิจิทัล

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะตัวแทนจากกรมสรรพากรในคณะทำงาน 3 ฝ่าย เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้มีการประชุมหารือร่วมกับนายศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 ประเด็นเรื่องของการจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลในทางปฏิบัติที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร โดยมีข้อสรุปจากที่ประชุม คือ จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กรมสรรพากร และสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย พร้อมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดเก็บภาษี   จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครอบคลุมผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักเทรด นักขุด ผู้ประกอบธุรกิจทั้งที่มีใบอนุญาตและไม่มีใบอนุญาต รวมถึงรับความเห็นจากนักวิชาการด้านภาษีอากร

โดยในเรื่องของการรับฟังความเห็น นั้น ตัวแทนกรมสรรพากร ระบุว่า ในที่ประชุมฯได้มีการหารือและสรุปร่วมกันว่าจะมีการเผยแพร่แบบสอบถามที่มาจากการทำงานร่วมกันของคณะทำงานในรูปแบบของตัวเลือกในการปฎิบัติ (Options) แทนที่จะเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อสะดวกต่อการนำเสนอแนวทางปฎิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งแบบสอบถามดังกล่าวทางสมาคมฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลทำการจัดส่งให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในชุมชนของสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ช่วยกันเสนอแนวทางก่อนที่จะมีการประชุมใหญ่อีกครั้งภายในเดือนมกราคม 2565 ซึ่งจะมีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการหาข้อสรุปเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ดี สำหรับแนวทางปฎิบัตินั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย การสร้างแนวทางการจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลให้มีความชัดเจน และเป็นแนวทางการปฏิบัติที่มาจากการสรุปร่วมกันจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้มีการเปิดรับฟัง การผ่อนปรนกฎระเบียบบางข้อ  หากสามารถทำได้ที่ไม่ขัดต่อกฏหมายและกฎระเบียบต่างๆ และการร่วมกันสร้างแนวทางที่จะส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในอนาคต โดยการดำเนินการทั้งหมดจะเกิดความชัดเจนและไม่กระทบต่อการยื่นภาษีของปี 2564

ด้าน นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เสริมว่า ประเด็น เรื่องของภาษีเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อวงการสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอย่างมาก อยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันสร้างแนวทางปฎิบัติที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้สามารถเติบโตไปได้แม้อาจจะไม่สามารถตอบความต้องการของทุกคนได้ทั้งหมด แต่อยากให้ทุกฝ่ายมองถึงประโยชน์ส่วนรวมซึ่งเชื่อว่าหากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือก็จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยให้สามารถเดินไปข้างหน้าได้.

ธ.ก.ส. โอนประกันรายได้รอบใหม่ให้ชาวนา 2.5 หมื่นครัวเรือน

ธ.ก.ส. โอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 งวดที่ 1-12 (เพิ่มเติม) และงวดที่ 13 ให้เกษตรกรอีกกว่า 25,000 ครัวเรือน วงเงิน 275 ล้านบาท เผยยอดการโอนเงินรวมแล้วกว่า 85,000 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 4.58 ล้านครัวเรือน

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565 ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินประกันรายได้เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงในงวดที่ 1-12 (เพิ่มเติม) พร้อมงวดที่ 13 อีกจำนวน 275 ล้านบาท จำนวนเกษตรกร 25,132 ครัวเรือน โดยเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และมติที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่เห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 นั้น ส่งผลให้ภาพรวมการโอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 ไปแล้วจำนวน 85,388.26 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับประโยชน์แล้ว 4,582,172 ครัวเรือน

โครงการดังกล่าวเป็นการประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน  ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ได้รับผลตอบแทนจากการผลิตที่เหมาะสม เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน และช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และอุทกภัย โดยที่กลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติ

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official : BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ.

กรมศุลฯจับยาอีในร่างช็อกกาแล็ต-กาแฟ เตรียมผ่านไทยไปลาว

โฆษกกรมศุลกากรแถลงจับยาอีปลอมใส่ซองกาแฟน มูลค่ากว่า 50 ล้านบาทจากเยอรมนี ปลายทางส่งปลายทางไปที่ลาว

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะ โฆษกกรมศุลกากร เป็น ประธานการแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เอ็กซ์ตาซี่) หรือ ยาอี นำเข้ามาจากเยอรมนี เพื่อผ่านแดนไป สปป.ลาว มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ณ จุดตรวจคัดไปรษณีย์ภัณฑ์ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ หัวลำโพง สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ กรมศุลกากร โดยเผยว่า กรมศุลกากรมีความเข้มงวดในการป้องกันและสกัดกั้นยาเสพติดให้โทษ ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรทางพัสดุไปรษณีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นที่พักของยาเสพติดหรือผ่านไปยังประเทศที่ 3

สำหรับในการตรวจยึดในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 เวลา 09.00 น. กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรกรุงเทพและกองสืบสวนและปราบปราม พบพัสดุต้องสงสัย จำนวน 2 หีบห่อ สำแดงเป็นช็อกโกแลตและเมล็ดกาแฟ ต้นทางจากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อผ่านแดนไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจึงทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงและเอ็กเรย์กล่องพัสดุดังกล่าว จากนั้นทำการเปิดตรวจร่วมกับพนักงานบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พบเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เอ็กซ์ตาซี่) หรือยาอี จำนวนประมาณ 50,290 เม็ด มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท

กรณีเป็นความผิดฐานนำของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตาม ม. 244 และ ม. 252 แห่ง พรบ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 และ พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยได้นำของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย.

ระวัง! แก๊งปลอมเอกสารหลอกกู้เงิน คลังเตือนมีหลายรายโดนหลอกแล้ว

คลังเตือน! ระวังการปลอมแปลงหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาเพื่อไปใช้แอบอ้างในการให้เงินกู้ พร้อมประสานตร.เศรษฐกิจ เอาผิดแก๊งมิจฉาชีพแล้ว

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพปลอมแปลงหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาของศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา กระทรวงการคลัง เพื่อไปใช้แอบอ้างในการให้เงินกู้กับประชาชน ทั้งนี้ สบน.ขอแจ้งให้ทราบว่า มีประชาชนที่หลงเชื่อเข้าทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพหลายราย จึงขอเตือนให้ประชาชนทราบว่า ศูนย์ข้อมูล ที่ปรึกษา กระทรวงการคลัง มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรองการให้เงินกู้นอกระบบแก่ประชาชนดังกล่าว และ สบน.ได้แจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การปลอมแปลงหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาและนำไปใช้เพื่อหลอกลวงประชาชน ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย

อนึ่ง หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการตรวจสอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษา สามารถเข้าได้ที่ www.consultant.pdmo.go.th โดยตรง หรือติดต่อศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา กระทรวงการคลัง โทร. 0 2271 7999 ต่อ 5001, 5702.

สรรพากรปักธง ภาษีคริปโตเสร็จแน่! ม.ค.นี้

กรมสรรพากรขานรับนโยบายนายกฯ พร้อมประสานภาครัฐ และเปิดรับฟังทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกภาษีคริปโตฯ หวังร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศจากนวัตกรรมการเงิน คาดเสร็จภายใน ม.ค.นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงกรณี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมายให้กรมสรรพากร เร่งสร้างความชัดเจนในเรื่องของหลักเกณฑ์การคิดคำนวนภาษีจากกำไรการขายหรือการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี ให้แก่นักลงทุนและประชาชนทั่วไป โดยย้ำว่า ขณะนี้กรมสรรพากรกำลังเร่งดำเนินการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาหาแนวทางในเรื่องของหลักเกณฑ์การคิดภาษีข้างต้น เพื่อให้มีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบัน คาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในเดือนมกราคม 2565

ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้เร่งหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น รวมถึงเดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนที่ดำเนินการในเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อนำมาจัดทำแนวทางการปฏิบัติในการเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับรูปแบบการลงทุนและบริบทในปัจจุบัน โดยยึดถือประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และทุกฝ่ายเป็นสำคัญ

“ในช่วงเกือบปีที่ผ่านมา การลงทุนและการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี ของประเทศไทย มีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ทั้งสำหรับผู้เสียภาษีและกรมสรรพากร ซึ่งกรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ได้มีการศึกษาและประมวลผลต่างๆ มาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ซึ่งทางกรมสรรพากรกำลังเร่งดำเนินการเพื่อหาความชัดเจนในเรื่องนี้” อธิบดีกรมสรรพากร ระบุและว่า

กรมสรรพากรยังคงยึดแนวทางของการถือเอาผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง (Taxpayer – Centric) จึงพร้อมที่จะหาแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่นักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องจากการถือครองหรือได้รับผลประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการลงทุน  และสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากนวัตกรรมทางการเงินดังกล่าวของประเทศต่อไป.

กรมศุลฯขานรับมติครม.- เข้มละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

กรมศุลกากรเด้งรับมติ ครม. เดินหน้าปรับปรุงกระบวนงานการนำเข้า – ส่งออก และนำผ่านสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อรองรับ (ร่าง) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ย้ำเจ้าของแบรนด์หรือลิขสิทธิ์ สามารถแจ้งเรื่องขอตรวจสอบหากสงสัยว่าถูกละเมิดสิทธิ์

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรพร้อมเดินหน้าปรับปรุงกระบวนงานการนำเข้า – ส่งออก และนำผ่านสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อรองรับ (ร่าง) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมศุลกากรได้ดำเนินการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์โดยเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนเป็นระยะ และเพื่อเป็นการรองรับ (ร่าง) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออก ห้ามนำเข้า และห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. … ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

โดยมี สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกรมศุลกากร คือ การกำหนดให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ สามารถแจ้งข้อมูลเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ต่อพนักงานศุลกากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กรมศุลกากรกำหนด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบสินค้าที่มีเหตุสงสัยว่าจะมีการละเมิดเครื่องหมายการค้าหรือการละเมิดลิขสิทธิ์

ดังนั้น กรมศุลกากรจึงได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ การสร้างช่องทางให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ สามารถยื่นคำขอแจ้งข้อมูลเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ ที่พนักงานศุลกากรจะใช้ในการพิสูจน์ว่าสินค้าที่นำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านประเทศ เป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานของกรมศุลกากรเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการนำเข้า – ส่งออกที่สุจริตสามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้อย่างรวดเร็ว

“กรมศุลกากรได้ให้ความสำคัญและเข้มงวดเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก รวมถึงนำผ่านสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เพราะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินจากการใช้สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทางการค้า (TRIPS) และข้อตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ฯลฯ” โฆษกกรมศุลกากร กล่าว.

5.8 หมื่นครอบครัวชาวนารับเงินโอนล็อตใหม่จาก ธ.ก.ส.

ชาวนาไทยได้เฮ! เหตุเกือบ 5.8 หมื่นครังเรือนรับโอนเงินกว่า 700 ล้านบาทในโครงการประกันรายได้ ปี 64/65 งวดที่ 1-11 (เพิ่มเติม) และงวดที่ 12 จาก ธ.ก.ส. เผย! ยอดโอนรวมไปแล้วกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท มีเกษตรกรกว่า 4.56 ล้านครัวเรือนรับประโยชน์เต็มๆ

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และมติที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 นั้น ซึ่งในวันนี้ (6 มกราคม 2565) ธ.ก.ส. ได้ดำเนินกา โอนเงินประกันรายได้ในงวดที่ 1-11 (เพิ่มเติม) พร้อมงวดที่ 12 อีกจำนวน 731 ล้านบาท จำนวนเกษตรกร 57,965 ครัวเรือน ส่งผลให้ภาพรวมการโอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 ไปแล้วจำนวน 85,113.24 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับประโยชน์แล้ว 4,564,768 ครัวเรือน

โดย การประกันรายได้ดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ได้รับผลตอบแทนจากการผลิตที่เหมาะสม เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน และช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และอุทกภัย โดยที่กลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติ โดยประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน  ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี  ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน  

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ.