ลูกค้าธอส.ลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้แล้วกว่า 5 หมื่นล.

ธอส.เผย! มีลูกค้าลงทะเบียนเข้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนแล้วกว่า 53,280 ล้านบาท พร้อมปิดลงทะเบียน 2 มาตรการ (M18 และ M19) 25 ม.ค.นี้

รายงานข่าวจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แจ้งว่า ภายหลังจากที่ธนาคารฯได้เปิดให้ลูกค้าเดิมที่ยังอยู่ระหว่างการใช้มาตรการความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 โดยหากความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ยังไม่เป็นปกติ และจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วม มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2564 ล่าสุด ณ วันที่ 11 มกราคม 2565 มีลูกค้าลงทะเบียนแจ้งความประสงค์แล้วจำนวน 50,592 บัญชี เงินต้นคงเหลือ 53,280 ล้านบาท โดย ธอส. ยังคงเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการที่ 18 [M18]

สำหรับลูกค้ารายย่อยที่มีสถานะบัญชีปกติ และมาตรการที่ 19 [M19] สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการสินเชื่อแฟลต ถึงวันที่ 25 มกราคม 2565 ขณะที่มาตรการที่ 17[M17] สำหรับลูกค้ารายย่อยสถานะ NPL และลูกค้า NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 นี้ ผ่านทาง Application : GHB ALL หรือ GHB Buddy บน Application Line หรือ www.ghbank.co.th หรือ สาขาทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th, Facebook Fanpage.

ธ.ก.ส.โอนประกันรายได้สวนยาง พ่วงค่าบริหารฯข้าวรอบใหม่ รวมกว่าพันล.

ธ.ก.ส.โอนเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 3 รอบ 1-2 เพิ่มเติม และรอบที่ 3 พร้อมโอนเงินให้ชาวนาผ่านการสนับสนุนค่าบริหารจัดการข้าว วงเงินรวมกว่า 1 พันล้านบาท

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 มกราคม 2564 ธ.ก.ส.ได้โอนเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 3 เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง สำหรับรอบที่ 1-2 เพิ่มเติม และรอบที่ 3 แก่เกษตรกรจำนวน 484,609 ราย เป็นเงิน 568 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และมติที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อ วันที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่ได้อนุมัติวงเงินงบประมาณและมอบหมายให้ ธ.ก.ส.ดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนจากการประกันรายได้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางตกต่ำ อันเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยธรรมชาติ และช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพ

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการประกันรายได้ตามการผลิตแต่ละประเภท ได้แก่ ยางพาราแผ่นดิบคุณภาพดี ประกันราคา 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ประกันราคา 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ประกันราคา 23 บาท/กิโลกรัม เป้าหมายเกษตรกร 1.88 ล้านราย พื้นที่สวนยางกว่า 19.16 ล้านไร่ วงเงินงบประมาณ 9,783.61 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ธ.ก.ส.ยังได้โอนเงินตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 ครั้งที่ 3 แก่เกษตรกร 62,374 ราย เป็นเงิน 490 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงเป็นการจูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาข้าวให้มีคุณภาพดี เพื่อที่จะมีโอกาสขายข้าวในราคาที่สูงและมีรายได้รายได้มากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลสนับสนุนเงินให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2454/2565 รอบที่ 1 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาทต่อครัวเรือน เป้าหมายเกษตรกรจำนวน 4.69 ล้านครัวเรือน วงเงินงบประมาณจำนวน 53,871.84 ล้านบาท

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชม. และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official : BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ.

คปภ.เผย! 5 อันดับเสี่ยงจากมุมธุรกิจประกันภัยไทย

ตะลึงผลวิจัย คปภ. ชี้! 5 อันดับความเสี่ยง จากมุมมองภาคธุรกิจประกันภัยไทย ด้านธุรกิจ “ชีวิต-วินาศภัย” ประสานเสียง “มั่นใจ ระยะ 3 ปี” ยังมีเสถียรภาพรับมือสถานการณ์ต่างๆได้

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย ได้ดำเนินการวิเคราะห์และติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัย เพื่อลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยง และความรุนแรงของความเสี่ยงภายในธุรกิจประกันภัย โดยได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยไทย ประจำปี 2564

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจแนวทางและมุมมอง ประกอบการวิเคราะห์และติดตามความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของธุรกิจประกันภัยไทยให้ครอบคลุมทุกมิติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงนำผลสำรวจดังกล่าวมาเป็นข้อมูลความเสี่ยงประกอบการกำหนดสถานการณ์จำลอง ในการจัดทำการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจประกันชีวิต และกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัย

โดยแบบสอบถามจะสำรวจถึงแหล่งที่มาของความเสี่ยง พร้อมจัดอันดับความเสี่ยงสำคัญ 5 อันดับแรก ที่หากเกิดขึ้นในอนาคต และจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของธุรกิจประกันภัยไทย รวมทั้งมีการสำรวจมุมมองต่อเสถียรภาพของธุรกิจประกันภัยไทย ในระยะข้างหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจขึ้นได้อย่างทันท่วงที

สำหรับ ผลการสำรวจความคิดเห็นความเสี่ยงสำคัญ 5 อันดับแรก ทั้งจากธุรกิจประกันชีวิต และธุรกิจประกันวินาศภัย พบว่า มีความคล้ายคลึงกันส่วนใหญ่เป็นความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ซึ่งถือว่าเป็น External Factors ที่ยากต่อการควบคุม โดยผลการสำรวจความเสี่ยงสำคัญ 5 อันดับแรก ที่ธุรกิจประกันชีวิต เห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ มีดังนี้

1. ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย อาทิ ความเสี่ยงที่เกิดภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2. ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ อาทิ การโจมตีไซเบอร์ 3. โรคระบาดหรือติดเชื้อ อาทิ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 4. ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก/การชะงักงันทางเศรษฐกิจ โดยให้ความเห็นว่าเป็นความเสี่ยงที่บริหารจัดการยากที่สุด และ 5. ความเสี่ยงจาก Disruptive Technology อาทิ Cryptocurrency, AI และ Big Data

โดยผลสำรวจความคิดเห็นของความเสี่ยงสำคัญ 5 อันดับแรก ที่ธุรกิจประกันวินาศภัย เห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกอบธุรกิจ มีดังนี้ 1. โรคระบาดหรือติดเชื้อ อาทิ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยให้ความเห็นเป็นความเสี่ยงที่บริหารจัดการยากที่สุด 2. ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ อาทิ การโจมตีไซเบอร์ 3. การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก/การชะงักงันทางเศรษฐกิจ 4. สภาพการแข่งขันในตลาดประกันภัยที่รุนแรง และ 5. ความเสี่ยงจาก Disruptive Technology อาทิ Cryptocurrency, AI, Big Data และภัยธรรมชาติ/ภัยพิบัติ

ในส่วนของ มุมมองต่อเสถียรภาพของธุรกิจประกันภัยไทยในระยะข้างหน้า ทั้งธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันวินาศภัย ส่วนใหญ่ประเมินว่ามีความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบรุนแรงต่อเสถียรภาพของธุรกิจประกันภัยไทยอยู่ในระดับ ปานกลางถึง สูงทั้งในระยะสั้น 1 ปีข้างหน้า และระยะปานกลาง 1-3 ปีข้างหน้า อีกทั้ง มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบรุนแรงในระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ 1 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ โดยภาพรวมทั้ง 2 ธุรกิจยังคงมีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของธุรกิจประกันภัยไทยในระยะ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า มีสัดส่วนของผู้ที่ตอบ “ค่อนข้างมั่นใจ” เกิน 50% ของจำนวนผู้ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

จากผลสำรวจ Risk Survey ที่ได้รับในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนผู้เอาประกันภัยทราบความคิดเห็นของผู้บริหารธุรกิจประกันภัยไทย สำหรับปัจจัยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นใจได้ว่าระบบประกันภัยยังมีความพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนได้ เลขาธิการ คปภ. ย้ำ.

กรุงไทยชี้เทรนด์ Net Zero Emission อุปสรรคการค้าโลก เตือนธุรกิจเกษตร-อาหารรับมือด่วน!

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทยชี้ถึงเวลาที่ภาคธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยต้องใส่ใจเทรนด์ Net Zero Emission อย่างจริงจัง โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่ในมิติด้านการค้า ภายใต้แรงกดดันจากประเทศผู้นำเข้าสำคัญๆ ที่มีแนวโน้มออกกฎระเบียบทางการค้าใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกหากผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน โดยสินค้าเกษตรและอาหารของไทยกลุ่มแรกๆ ที่ต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ และอาหารสัตว์ คาดต้องลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2020-2050

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า COVID-19 กลายเป็นตัวเร่งที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ทั่วโลกต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นเรื่องความยั่งยืน (sustainability) โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจแบบยั่งยืน คือ การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ซึ่งจะทำให้ภาคเกษตรและอาหารซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของก๊าซเรือนกระจกต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) อย่างเลี่ยงไม่ได้

สำหรับประเทศไทยแล้ว หากเราต้องการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม ภาคเกษตรและอาหารเป็นสาขาแรกๆ ที่ต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองรองจากภาคพลังงาน อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ประกอบการเกษตรและอาหารของไทยกลับยังไม่พร้อมรับมือเทรนด์นี้ สะท้อนจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีจำนวนค่อนข้างน้อย อีกทั้งผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs ถึง 94% ซึ่งอาจทำให้มีข้อจำกัดในการปรับตัวดร.พชรพจน์ กล่าว

ด้าน นายอภินันทร์ สู่ประเสริฐ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ในระยะข้างหน้ามาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ จะเพิ่มความเข้มข้น ทั้งมาตรการที่ส่งผลเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเกษตรและอาหารโดยตรง เช่น นโยบายฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (Farm to Fork) การบังคับใช้ฉลากรักษ์โลกในอุตสาหกรรมอาหาร (Eco-labeling) และมาตรการที่มีโอกาสจะขยายวงมาสู่ธุรกิจเกษตรและอาหาร เช่น มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Tax) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคทางการค้าต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ และอาหารสัตว์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเมื่อเทียบกับภาพรวมสินค้าเกษตรด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก คิดเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปยังทั้งสองตลาดรวมกันสูงถึง 7 หมื่นล้านบาทต่อปี

ส่วน นางสาวพิมฉัตร เอกฉันท์ นักวิเคราะห์ กล่าวเสริมว่า ไทยยังจำเป็นต้องเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจเกษตรและอาหารอีกอย่างน้อย 7 แสนล้านบาทในช่วงปี 2020-2050 หรือเฉลี่ยปีละ 2.3 หมื่นล้านบาท ได้แก่ การเพิ่มการลงทุนในธุรกิจอาหารที่ทำจากพืช (Plant-based food) การลงทุนในระบบการจัดการปศุสัตว์ รวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อช่วยลดทอนผลกระทบจากความเสียหายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจสูงถึง 8.4 หมื่นล้านบาทต่อปี อีกทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายใต้กฎเกณฑ์ทางการค้าใหม่ๆ

ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักใน Ecosystem ของภาคเกษตรและอาหารไทยจะต้องตื่นรับกระแส Net Zero Emission ที่จะไม่ใช่เป็นเพียง ทางเลือกแต่จะเป็นเหมือน ทางรอดในยุคที่ BCG Economy กำลังมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจและสังคมโลกมากขึ้นทุกขณะ.

‘กรุงไทย’ อิง ’Alibaba- Tencent’ จ่อขาย DR พลิกโฉมลงทุนหุ้น ตปท.

“กรุงไทย” เตรียมเสนอขายตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR อ้างอิงหุ้นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก “Alibaba” และ “Tencent” ครั้งแรกของไทยในปีนี้ 2 หลัง ก.ล.ต.ไฟเขียวนับหนึ่งไฟลิ่ง เปิดโอกาสนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงหุ้นบริษัทชั้นนำระดับโลกได้ง่าย ลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 DR เตรียมเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อ IPO เผย! ถือเป็นการยกระดับการลงทุนหุ้นต่างประเทศ

นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  ธนาคารฯเตรียมออกและเสนอขายตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Depositary Receipt (DR) อ้างหุ้นสามัญต่างประเทศ เป็นครั้งแรกในประเทศ  โดยอ้างอิงหุ้นสามัญของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก อย่างอาลีบาบา (Alibaba) และเท็นเซ็น (Tencent)  เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทย โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย สามารถลงทุนหุ้นต่างประเทศชั้นนำได้อย่างสะดวก รวดเร็ว  ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเหมือนหุ้นทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ 

การออกและเสนอขาย DR ครั้งนี้ นับเป็นการยกระดับการลงทุน  และลดข้อจำกัดการลงทุนหุ้นต่างประเทศของนักลงทุนไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงการลงทุน  เพราะการลงทุนหุ้นต่างประเทศปัจจุบันมีความยุ่งยาก ซับซ้อน  ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ มีการกำหนดขั้นต่ำในการลงทุน และมีค่าธรรมเนียมซื้อขายสูง แต่ DR สามารถลงทุนผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีอยู่ได้ทันที ลงทุนขั้นต่ำเพียง  1 DR  และซื้อขายเป็นเงินบาท ตัดปัญหาเรื่องการแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราต่างประเทศ ทำให้การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป  โดยธนาคารในฐานะผู้ออก DR จะทำหน้าที่ซื้อหลักทรัพย์ต่างประเทศแล้วนำมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  พร้อมจะทำหน้าที่ติดตามข่าวสารอัพเดตให้กับนักลงทุน เมื่อหุ้นอ้างอิงต่างประเทศจ่ายเงินปันผล ธนาคารจะส่งผ่านเงินปันผลหลังหักค่าใช้จ่ายให้กับผู้ถือ DR” นายรวินทร์ ย้ำ

ทั้งนี้ ธนาคารฯประเมินว่า หุ้น Alibaba และ Tencent มีความน่าสนใจ เพราะเป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วโลก มีสภาพคล่องสูง โดยเฉลี่ยมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงสุดติด 5 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงมาโดยตลอด อีกทั้งในปี 2564 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ราคาหุ้นตลาดฮ่องกงได้ปรับฐานลงมาอยู่ในจุดที่ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะราคาที่ปรับลงสะท้อนข่าวร้าย (Price-in) ไปค่อนข้างมากแล้ว  

ปัจจุบันธนาคารฯได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( ก.ล.ต.) ให้เป็นผู้ออก DR  เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการยื่นไฟลิ่งที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม คาดว่า จะมีการเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไป (IPO ) ภายในต้นปี 2565

นอกเหนือจาก DR ที่อ้างอิงหุ้น Alibaba และหุ้น Tencent แล้ว ธนาคารยังมีแผนที่จะออก DR อ้างอิงหุ้นและ ETF ชั้นนำในตลาดอื่นๆ อีก เพื่อช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกในการลงทุนรอบโลกที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น.

“ซีพีเอฟ” เสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิ เผย! ผลตอบแทน 5 ปีแรก 4.50%

“ผลตอบแทนสูง-เครดิตดี” จุดเด่นหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของค่ายซีพีเอฟ เผยผลตอบแทน 5 ปีแรกสูงถึง 4.50% ต่อปี พร้อมเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดเดิม 3-4 และ 7 ก.พ. ส่วนลงทุนทั่วไปเปิดจองซื้อ 21-25, 28 ก.พ. และ 1 มี.ค. นี้ ผ่าน 7 สถาบันการเงินชั้นนำ 7 แห่ง  

นายไพศาล จิระกิจเจริญ ประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” (CPF) ผู้ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร ภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” เปิดเผยว่า “ซีพีเอฟ” ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (“หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ”) ชุดใหม่ โดยในช่วง 5 ปีแรก อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี จากนั้นจะปรับอัตราดอกเบี้ยทุก ๆ 5 ปี อ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ณ ขณะนั้น  ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเสนอขาย 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 เป็นการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดเดิม ระหว่างวันที่ 3-4 และ 7 กุมภาพันธ์ 2565 และในช่วงที่ 2 เป็นการเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปในระหว่างวันที่ 21-25, 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2565

ทั้งนี้ สถาบันการเงินผู้จัดจำหน่าย คือ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทรเชื่อว่า หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ซีพีเอฟจะได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดีเหมือนเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากความมั่นคงและแข็งแกร่งของบริษัทฯ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจแก่นักลงทุน  ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ที่ A- และอันดับความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ A+ จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2564 สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารในระดับสากล ขณะที่บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายในการเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะมุ่งสู่การเป็น “ครัวของโลก” อย่างแข็งแกร่ง ดังนั้น หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ของบริษัทฯ จะสามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนในภาวะที่การลงทุนต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายเช่นนี้

สำหรับ ผู้ลงทุนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดเดิม และผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดใหม่ ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณ 100,000 บาท โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากร่างหนังสือชี้ชวน หรือติดต่อสถาบันการเงินทั้ง 7 แห่ง ดังนี้

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) โทร. 1333

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-111-1111

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-888-8888 กด 819

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โทร. 02-777-6784

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-626-7777

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โทร. 1572

บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)* โทร. 02-165-5555

* ซึ่งรวมถึงธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน).

ธอส.เปิดดาวน์โหลดหนังสือรับรองดบ.กู้เงินใช้ลดหย่อนภาษี

ธอส.เปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ได้ง่ายๆ ผ่าน แอป GHB ALL และเว็บไซต์ www.ghbank.co.th พร้อมใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฯ ส่งตรงสรรพากรได้แล้ววันนี้!

รายงานข่าวจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แจ้งว่า เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าธนาคารฯที่ต้องการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2564 ที่ต้องการใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งสามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท สามารถดาวน์โหลดหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกับ ธอส. ได้แบบง่าย ๆ และทำได้ด้วยตัวเองเพียงไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขาของธนาคารฯ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรค COVID- 19 โดยดาวน์โหลดได้ผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้

1.Application : GHB ALL โดยเลือกแถบเมนูที่มุมซ้ายด้านล่าง กดที่ “บริการอื่น ๆ” เลือก “หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ / แจ้งสิทธิยกเว้นภาษี” แล้วเลือก “ขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้”  จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลหมายเลขบัญชีเงินกู้ ยอดชำระดอกเบี้ยประจำปี และให้กดที่ข้อความ “ขอรับเอกสาร” เพื่อกรอกอีเมลที่ลูกค้าต้องการรับหนังสือ หากกรอกครบถ้วนแล้วให้กด “ส่งอีเมล” ซึ่งระบบจะส่งหนังสือรับรองดอกเบี้ยไปยังอีเมลที่ลูกค้าระบุทันที 

2.เว็บไซต์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ www.ghbank.co.th โดยสามารถคลิกที่แถบเมนูหลัก เลือก “บริการอิเล็กทรอนิกส์” และไปที่ “เว็บแอปพลิเคชัน” จากนั้นให้เลือก “ระบบพิมพ์หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมประจำปี” เพื่อลงทะเบียนการใช้งานระบบ และกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน อาทิ อีเมล เลขประจำตัวประชาชน เลขที่บัญชีเงินกู้ และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โดยหลังจากยืนยันการลงทะเบียนสำเร็จก็จะสามารถดาวน์โหลดหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ทางเว็บไซต์ได้ทันที

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญากู้เงินตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ที่ต้องการนำค่าใช้จ่ายจากการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฯ ในรอบปีภาษี 2564 เป็นต้นไป ต้องแจ้งใช้สิทธิเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฯ และยินยอมให้ธนาคารนำส่งข้อมูลให้แก่กรมสรรพากร โดยสามารถแจ้งการใช้สิทธิดังกล่าวได้ ผ่านทาง Application : GHB ALL เพียงเลือกแถบเมนูที่มุมซ้ายด้านล่าง กดที่ “บริการอื่น ๆ” เลือก “หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้/แจ้งสิทธิยกเว้นภาษี” จากนั้นเลือก “แจ้งใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม” และกดตกลง หรือ ผ่านทางเว็บไซต์ธนาคารที่ https://cm01.ghbank.co.th/consentRD หรือ  สแกน QR Code

สำหรับ ลูกค้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว จะสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฯ ได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองดอกเบี้ยจากธนาคารฯอีก เนื่องจากกรมสรรพากรสามารถใช้ข้อมูลที่ธนาคารนำส่งไปประกอบการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของลูกค้าได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารได้ที่ www.ghbank.co.th หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์(Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ Application : GHB ALL.

SAM ชวนลูกค้าแก้หนี้ ติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์เลี่ยงโควิดฯ

“คลินิกแก้หนี้ by SAM” ชวนลูกค้าโครงการ “คลินิกแก้หนี้”  ติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อความปลอดภัยและลดจากความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัส COVID-19 

นายธรัฐพร เตชะกิจขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM กล่าวว่า SAM ขอชวนลูกค้า โครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ของลูกค้า พนักงานและผู้เกี่ยวข้องทุกคน โดยลูกค้าสามารถติดต่อได้หลากหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ แอดไลน์ @debtclinicbysam และ Facebook คลินิกแก้หนี้ หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ “สายด่วนชนะหนี้ 1443”  

อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าท่านใดมีความจำเป็นหรือประสงค์จะเดินทางมาติดต่อด้วยตนเองที่สำนักงาน “คลินิกแก้หนี้ by SAM”  ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดิ อเวนิว รัชโยธิน (BTS สถานีรัชโยธิน) ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ   ต้องขอความร่วมมือแสดงผลตรวจ ATK ไม่เกิน 24 ช.ม. ต่อเจ้าหน้าที่ในการขอเข้ารับบริการ  โดย “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ยังคงเปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. ของทุกวัน.

ธอส.เปิดขายสลากฯ “ต่อเงินต่อทอง” พ่วงลุ้นรางวัลสลากฯ 1 ล.

ครั้งแรกในไทย! ธอส. เอาใจคนรักการออม เปิดขายสลากออมทรัพย์ “ต่อเงินต่อทอง” หน่วยละ 10,000 บาท จำนวน 20,000 ล้านบาท อายุสลาก 3 ปี ผลตอบแทนหน้าสลาก 0.50% ต่อปี พร้อมลุ้นรางวัลเป็นสลากฯ มูลค่าสูงสุด 1 ล้านบาท ต่อโชคต่อลาภถึง 36 งวด เริ่มจำหน่าย  12 ม.ค. เป็นต้นไป

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้รักการออมผ่านสลากออมทรัพย์ ธอส. และได้ลุ้นโชครับปีเสือ 2565 ธอส. จึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์ “สลากออมทรัพย์ ชุดต่อเงินต่อทอง” มูลค่าหน่วยละ 10,000 บาท กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท อายุสลาก 3 ปี ให้ผลตอบแทนหน้าสลาก 0.50% ต่อปี เมื่อฝากครบกำหนดจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยรวมหน่วยละ 10,150 บาท อีกทั้งยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลเป็นสลากออมทรัพย์ชุดต่อเงินต่อทองเพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกรางวัลมากขึ้น ทุกเดือนรวม 36 ครั้ง โดยแบ่งรางวัลเป็น ดังนี้

รางวัลที่ 1     ได้รับสลาก      จำนวน 100 หน่วย  มูลค่า 1,000,000 บาท  จำนวน    1  รางวัล/หมวด 

รางวัลที่ 2     ได้รับสลาก      จำนวน   10 หน่วย  มูลค่า    100,000 บาท  จำนวน    4  รางวัล/หมวด

รางวัลที่ 3     ได้รับสลาก      จำนวน     2 หน่วย  มูลค่า      20,000 บาท  จำนวน   20 รางวัล/หมวด

รางวัลที่ 4      ได้รับสลาก      จำนวน     1 หน่วย  มูลค่า      10,000 บาท  จำนวน   20 รางวัล/หมวด

รางวัลเลขต่อเงินต่อทอง (เลขวิ่งหลักหน่วย 1 ตัว)  รางวัลละ 30 บาท

โดย สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดต่อเงินต่อทอง ยังเป็นสลากที่มีผลตอบแทนสูง โดยซื้อสลากเพียง 10 หน่วย หรือ 100,000 บาท ได้รับผลตอบแทนขั้นต่ำคิดเป็น 0.86% ต่อปี  นอกจากนี้ผู้ซื้อยังมีโอกาสถูกรางวัลสูง คิดเป็นโอกาสในการถูกรางวัลใหญ่สูงถึง 0.0045% และได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยและเงินรางวัลอีกด้วย เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2565 จนกว่าจะเต็มกรอบวงเงิน เริ่มออกรางวัลครั้งแรกวันที่ 17 มกราคม 2565  พิเศษ!! สำหรับลูกค้าที่ซื้อสลาก 100 หน่วยขึ้นไป ต่อ รายการ ตั้งแต่ วันที่ 12 – 16 มกราคม 2565 ได้รับนาฬิกาแขวนผนัง

Seiko 1 เรือน (1 ท่าน ต่อ 1 เรือน) ฟรีทันที และได้รับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดต่อเงินต่อทองที่ฝากครบกำหนดอายุสลาก 3 ปี

“นับเป็นครั้งแรกของการจำหน่ายสลากออมทรัพย์ในประเทศไทย ที่ผู้ถูกรางวัลจะได้รับรางวัลเป็นสลากออมทรัพย์ ซึ่งสามารถลุ้นรางวัลในงวดต่อๆ ไปได้อีก เป็นการเพิ่มโอกาสในการถูกรางวัลมากขึ้น โดยสลากที่เป็นรางวัลนั้นจะมีอายุคงเหลือตามสลากที่ถูกรางวัล เช่น ถูกรางวัลในงวดที่ 12 (หรือถือสลากมาแล้ว 1 ปี) สลากที่เป็นรางวัลจะสามารถมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้อีก 24 งวด เท่ากับสลากที่ถูกรางวัลและจะครบอายุเท่ากับสลากที่ถูกรางวัล โดยธนาคารจะดำเนินการออกสลากที่เป็นรางวัลให้ในวันถัดไปนับจากวันที่ออกรางวัล และผู้ฝากที่ถูกรางวัลดังกล่าว สามารถติดต่อขอรับสลากที่เป็นรางวัลได้ทุกสาขาทั่วประเทศ ส่วนผู้ที่ถูกรางวัลเลขต่อเงินต่อทอง (เลขวิ่งหลักหน่วย 1 ตัว) รางวัลละ 30 บาท ธนาคารจะโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่เป็นบัญชีคู่โอนของลูกค้าทันทีในวันถัดจากวันที่มีการออกรางวัลในแต่ละครั้งต่อไป” นายฉัตรชัย กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. ผ่าน Mobile Application : GHB ALL หรือที่สาขาของธนาคาร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Application : GHB ALL และ www.ghbank.co.th

แสนสิริจับมือกรุงไทยเปิดจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัลฯผ่านแอปฯเป๋าตัง เริ่ม 18 ม.ค.นี้

กลุ่มแสนสิริจับมือแบงก์กรุงไทย เปิดตัว “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เผย! เป็นอสังหาริมทรัพย์รายแรกในเอเชียที่เลือกช่องทางระดมเงินนี้ที่สร้างความเท่าเทียมของคนทุกระดับ แนะเงินแค่พันบาทก็ลงทุนได้ รับผลตอบแทน 3.10% ต่อปี แถมซื้อขายได้ในตลาดรองฯ ดีเดย์ เปิดจองพร้อมกัน 18  ม.ค.65

นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ กล่าวภายหลังความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง บมจ.แสนสิริ และ ธนาคารกรุงไทย ที่ประกาศจับมือกับ บมจ.แสนสิริ ในการเปิดตัว “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5 มกราคม 2565 ว่า แสนสิริ เป็นองค์กรที่ประกาศจุดยืนแกร่ง ในการให้ความสำคัญและสนับสนุน “ความเท่าเทียมในทุกมิติ” ทั้งในองค์กรสู่สังคม รวมถึงแนวคิดในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ภายใต้เจตนารมณ์และความมุ่งมั่น ในการเป็นแบรนด์ที่จับต้องง่าย และ “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้” ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะการพัฒนาโปรดักส์ เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้ในทุกระดับราคา แสนสิริยังมองถึงความสำคัญในด้านการลงทุนที่ต้องเท่าเทียมและเข้าถึงได้ พร้อมกับการมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ ตอบรับความต้องการของลูกค้า เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนและสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงการมีบ้านได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ในปี 2564 ที่ผ่านมา แสนสิริก้าวสู่ความเป็นผู้นำในการพลิกโฉมการลงทุน ในหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ทุกคนเข้าถึงได้และมีโอกาสซื้อเท่าเทียมกัน ครั้งแรกของเมืองไทย โดยประสบความสำเร็จใน “หุ้นกู้แสนสิริ i-EASY” เริ่มต้น 10,000 บาท ที่ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากการจองซื้อหมดในเวลาอันรวดเร็วในทั้ง 2 รอบในปีที่ผ่านมา

ในปี 2565 แสนสิริยังได้เดินหน้าต่อยอดวิสัยทัศน์ ความเท่าเทียมในทุกมิติ และไม่หยุดยั้งในการนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ พร้อมรุกต่อยอดการลงทุนให้เข้าถึงง่ายและเท่าเทียมสำหรับคนไทยทุกคน  ล่าสุด บริษัทฯได้จับมือกับ ธนาคารกรุงไทย เตรียมออก “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” เป็นรายแรกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเอเชีย ชูวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเป็น “หุ้นกู้ที่คนไทยทุกคนเข้าถึงได้” อีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นต่ำสุดเพียง 1,000 บาท ซื้อขายแบบ real-time 24 ชั่วโมง ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ เป๋าตัง

โดยเป็น หุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ดอกเบี้ยคงที่ 3.10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุนเพียง 2 ปี 6 เดือน รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ นอกจากนี้ หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ ยังมีสภาพคล่อง ด้วยการซื้อ/ขายหุ้นกู้ได้ทันทีในตลาดรอง หลังหุ้นกู้เข้าวอลเล็ตบนแอปเป๋าตังได้อีกด้วย โดย จะเปิดจองพร้อมกัน 8:30 น. ของวันที่  18 มกราคม 2565 นี้ ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

“ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เปิดตัวหุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ บนแอปฯ เป๋าตัง ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวความมุ่งมั่นของแสนสิริ ที่ให้ความสำคัญในด้านความเสมอภาค – เท่าเทียม และเข้าถึงได้ในทุกมิติของคนไทยทุกคน และเป็นการต่อยอดความสำเร็จของการลงทุนหุ้นกู้รูปแบบใหม่ ให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายอย่างทั่วถึง ด้วยวงเงินเริ่มต้นสำหรับการลงทุนในหุ้นกู้ที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผสานกับจุดแข็งของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย ที่มีการพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย จนกลายเป็นศูนย์รวมที่คนไทยเกือบทั้งประเทศรู้จักและใช้บริการมากกว่า 33 ล้านคน” นายเศรษฐา กล่าว

ทั้งนี้ แสนสิริประสบความสำเร็จจากการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินทั้งเพื่อระดมทุนและดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ตอบรับเทรนด์โลกการเงินดิจิทัลและตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนและกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องมาตลอดปี 2564 นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยสภาพคล่องที่มีในมือถึง 15,000 ล้านบาท สวนกระแสเศรษฐกิจ จากกลยุทธ์บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่ดี ในภาวะที่ต้องรับมือกับสถานการณ์โควิด ซึ่งบริษัทฯ ยังได้เตรียมต่อยอดพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน ทั้งการระดมทุนรูปแบบใหม่และนวัตกรรมทางการเงินที่จะดึงดูดนักลงทุนและสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์แสนสิริ ที่พร้อมเตรียมเปิดตัวในต้นปี 2565

บริษัทคาดว่า จะสามารถกำหนดมูลค่าเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริได้ในช่วงกลางเดือนมกราคมนี้ สำหรับการลงทุนในหุ้นดิจิทัลแสนสิริครั้งนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีของคนไทยในการออมที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก ด้วยผลตอบแทนคงที่กับอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ระดับ BBB+ โดยทริสเรทติ้ง

ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เสริมว่า ธนาคารฯมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรูปแบบใหม่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ให้ตอบโจทย์ลูกค้าและประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง บนช่องทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก และปลอดภัย พร้อมสนับสนุนให้คนไทยวางแผนการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) ให้เป็น Thailand Open Digital Platform เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่มใช้บริการได้ แม้ไม่มีบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย พร้อมเปิดกว้างร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพของ Platform ให้สามารถบริการครอบคลุมกิจกรรมในชีวิตของลูกค้าและประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งด้านบริการทางการเงิน สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงการออมและการลงทุน

สำหรับการเสนอขาย หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ครั้งนี้ จะทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้แสนสิริได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเสมอภาค ซื้อขายได้สะดวก รวดเร็ว แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ได้รับหุ้นกู้และได้รับเงินทันที พร้อมทั้งแสดงข้อมูลการถือครองหุ้นกู้ ราคาซื้อขาย ครบจบในที่เดียว ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

“ความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการปฎิวัติการลงทุนหุ้นกู้ภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นก้าวสำคัญในการขยายศักยภาพของแอปฯ เป๋าตัง ให้ตอบโจทย์เรื่องการออมและการลงทุนไปอีกขั้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้าและประชาชนอย่างยั่งยืนในอนาคต ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการนำนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนายกระดับตลาดทุนไทย นำเสนอบริการที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Scripless ไม่ต้องใช้เอกสาร ลดการเดินทางไปที่สาขา โดยทำรายการบนแอปฯ เป๋าตังได้ทันที ซึ่งเป็นช่องทางที่ประชาชนส่วนใหญ่คุ้นเคยมีผู้ใช้งานกว่า 33 ล้านคน  ช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการลงทุนได้ทั่วถึง ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีระบบที่โปร่งใส  ปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน  อีกทั้งยังเป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตราสารหนี้ของประเทศอีกด้วย” นายผยง กล่าว

สำหรับ ผู้ที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ สามารถลงทะเบียนวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเปิดจองซื้อพร้อมกันตั้งแต่เวลา 08.30 น. วันที่ 18 มกราคม 2565  จนกว่าจะมีผู้จองซื้อหุ้นกู้เต็มตามจำนวนที่เสนอขาย จองซื้อขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 1,000 บาทสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาขั้นตอนการลงทะเบียนจองซื้อหุ้นกู้ กรอกประวัติส่วนตัวและทำ Suitability Test ในแอปฯเป๋าตังและวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ได้ล่วงหน้าก่อนถึงวันซื้อจริง ผ่านwww.krungthai.com/th/krungthai-update/promotion-detail/916 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นกู้ได้จากร่างหนังสือชี้ชวนเพื่อการเสนอขายหุ้นกู้ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=377535 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. แสนสิริ 1685 หรือติดต่อ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111 หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขา.